ศึก’เหลือง-แดง’มาเลเซีย..จากถนน สู่โลก’ออนไลน์’ (‘War between Yellow and Red in Malaysia)’

[Note: This article originally appeared in Krungthep Turakij (Bangkok Business).]

โดย : นเรศ เหล่าพรรณราย

แม้การต่อสู้”บนถนน”ของกลุ่มเสื้อเหลืองเบอร์เซ่ 2.0กับกลุ่มสนับสนุนพรรคอัมโนเสื้อแดงจะจบไปแล้วแต่สมรภูมิรบได้ย้ายไปอยู่ใน”โลกออนไลน์”

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประเทศมาเลเซียเกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี นำโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเบอร์เซ่ 2.0 (Bersih 2.0) ในภาษาเบอร์ซ่ามาเลเซียความหมายว่า “สะอาดบริสุทธิ์” ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แกนนำของกลุ่มประกอบด้วย เอ็นจีโอ นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ผู้นำของกลุ่มคือ Dato’ Ambiga Sreenevasan อดีตนักกฏหมาย รวมถึงนายอันวา อิบราฮิม แกนนำพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย

ย้อนกลับไปการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของเบอร์เซ่ เริ่มต้นขึ้นในปี 2550 เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมแต่ก็ต้องถูกปราบปรามจากรัฐบาล ที่ปัจจุบันมีพรรคอัมโนพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยชูนายนาจิบ ราซัค บุตรชายอับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซียขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดมาเลเซียกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในกลางปีหน้า กลุ่มเบอร์เซ่จึงได้ออกมาเรียกร้องความต้องการ 8 ข้อจากรัฐบาลประกอบด้วย หนึ่ง..จัดการเลือกตั้งอย่างใสสะอาด สอง..เปิดโอกาสให้ประชากรบางกลุ่มมีสิทธิได้เลือกตั้ง สาม..ขอให้ใช้หมึกที่ลบไม่ออกในการเลือกตั้งเพื่อความโปร่งใส สี่..ให้ช่วงรณรงค์เลือกตั้งขั้นต่ำ 21วัน ห้า..ให้สิทธิเสรีภาพการเข้าถึงสื่ออย่างยุติธรรม หก..สนับสนุนองค์กรมหาชนให้เข้มแข็งเช่น กลต. เจ็ด..หยุดการคอรับชั่น แปด..หยุดการเมืองที่สกปรก

ทว่าท้ายที่สุดการชุมนุมก็ถูกทางการสลายไปในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง แกนนำและผู้ถูกจับกุมกว่า1,600 คน ล่าสุดถูกปล่อยตัวทั้งหมด

ประเด็นสำคัญนอกเหนือจากความต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้โปร่งใส สิ่งที่คนมาเลเซียบางส่วนค้างคาใจคือการใช้สื่อของรัฐบาลเป็นกระบอกเสียงทั้งการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ปลุกปั่นและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันรัฐบาลสามารถควบคุมสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ได้เกือบทั้งหมด

เช่น กฏหมายหนังสือพิมพ์ต้องมีการต่ออายุหัวหนังสือทุกปี และรัฐมนตรีมีอำนาจเพียงผู้เดียวสามารถสั่งปิดได้ทันที ส่วนวิทยุและโทรทัศน์ถ้าเอกชนต้องการคลื่นความถี่ต้องขอใบอนุญาติจากรัฐและส่วนใหญ่ต้องมีเส้นสายนักการเมืองถึงจะได้ เป็นที่มาของการจัดอันดับเสรีภาพสื่อมวลชนประเทศมาเลเซียจัดอยู่ในอันดับที่เกือบจะต่ำที่สุดของโลก

ทำให้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เกิด “สำนักข่าวออนไลน์” ของเอกชนขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการเสนอข่าวข้างเดียวของรัฐบาลและเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายสื่อไปในตัวทำให้การตอบรับจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเว็บไซด์หลักที่ได้รับความนิยมคือ www.freemalaysia.comและwww.malaysiakini.com ซึ่งปกติจะเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าดู แต่ในวันที่มีการชุมนุมทางเว็บไซด์เปิดให้สามารถอ่านข่าวได้ฟรี

อย่างไรก็ตามได้มีการแทรกแซงสื่อออนไลน์เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวรวมไปถึงการข่มขู่บรรดาบล็อกเกอร์ต่างๆ ขณะที่เว็บไซด์ www.malaysiakini.com แจ้งว่าระบบได้ถูกรบกวนเป็นบางช่วงก่อนที่จะมีการชุมนุม

นอกจากนี้ ก่อนที่จะเกิดการชุมนุมสองสัปดาห์สื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับทั้งภาษาเบอร์ซ่ามาเลเซียและภาษาอังกฤษที่ถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐเนื่องจากถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มนักธุรกิจสังกัดพรรคอัมโนได้เผยแพร่ข่าวในด้านลบของกลุ่มเบอร์เซ่อย่างต่อเนื่อง บางฉบับถึงกับให้คำนิยามว่ากลุ่มเบอร์เซ่คือคอมมูนิสต์ ทำให้กลุ่มฯออกมาตอบโต้ด้วยการแถลงข่าวและอาศัยช่องทางนิวมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค Bersih2.0 (official) และทวิตเตอร์ @Bersih2.0 เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้เห็นด้วยกับกลุ่ม

หลังการชุมนุมยุติลงได้เพียงหนึ่งชั่วโมง กลุ่มเบอร์เซ่ 2.0 เริ่มกลยุทธชิงมวลชนบนโลกออนไลน์ทันทีโดยได้ตั้งแฟนเพจ 100,000 People Request Najib Tun Razak Resignation ปรากฏว่าภายในเช้าวันรุ่งขึ้นมียอดผู้คนกด Like เพื่อแสดงความเห็นด้วยและติดตามกว่า 50,000 คนและช่วงดึกของวันที่10 กรกฎาคม ก็มียอดคนLikeครบ 1 แสนคน

ขณะเดียวกันยังได้ตั้งแฟนเพจเช่น Boycott all running-dogs media for Umno/BN

<http://www.facebook.com/antirunningdogs> ซึ่งมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน เนื้อหาตีแผ่สื่อที่สงสัยว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ยังมีแฟนเพจ Boycott Malaysian Mainstream Media ต่อต้านสื่อกระแสหลักที่เป็นเครื่องมือของรัฐ

โดยได้มีการยกภาพผู้ชุมนุมรายหนึ่งที่กำลังขว้างของใส่ตำรวจซึ่งลงตีพิมพ์หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ภาษาเบอร์ซ่ามาเลเซียหนึ่งฉบับและภาษาอังกฤษหนึ่งฉบับ ที่น่าสังเกตคือใช้รูปเดียวกันทั้งสองฉบับ โดยมีสมาชิกลงความเห็นว่าเป็นการตัดต่อภาพให้ดูน่ากลัวเกินความจริง ที่เหลือก็จะมีแฟนเพจ Wearing Yellow and walking around KL cause you’re a fearless bastard ทั้งหมดนี้มีผู้กดLikeเกินกว่า 5,000คนทั้งหมด

ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มเบอร์เซ่ยังสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ให้ผู้สนับสนุนช่วยกันโพสต์รูปหรือคลิปวีดีโอที่แสดงถึงความโหดร้ายของตำรวจลงบนเฟซบุ๊คและยูทูปโดยแทก#Bersihstories ให้ได้จำนวนมากที่สุดด้วย ปัจจุบันทวิตเตอร์ของกลุ่มฯมีผู้ตามจำนวน 17,404ราย และแฟนเพจต่อต้านนายราจิบ ราซัค ได้มีการอัพเดตตลอดทั้งวันทั้งโพสต์ความคิดเห็นจากข่าว รูปภาพ เสียงสะท้อนการชุมนุมจากทั่วโลก

ด้านสื่อมวลชนมาเลเซียก็อาศัยช่องทางสื่อสารระหว่างทำข่าวภาคสนามผ่านทางนิวมีเดียอย่างเช่น ทวิตเตอร์ด้วยเช่นกัน ที่สังเกตคือก่อนที่จะทวีตกลุ่มผู้สื่อข่าวจะรวมตัวกันเพื่อที่จะสรุปเหตุการณ์ให้ตรงกันก่อน ขณะเดียวกันสื่อเว็บไซด์อย่าง malaysiakini.com ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนส่งทวิตเตอร์เข้ามาในฐานะนักข่าวภาคประชาชนหรือ Citizen Journalist ด้วย

อีกด้านหนึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งขึ้นโดยกลุ่ม Umno Youth ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคอัมโนเรียกตัวเองว่ากลุ่มกู้ชาติ (Patriot) ซึ่งในวันที่มีการชุมนุมได้รวมตัวกันประมาณ1,500 คน ขณะที่กลุ่มเบอร์ซีมีจำนวน5,000-6,000นายจากรายงานของทางการ แต่แกนนำประกาศว่ามีจำนวน 50,000-60,000 คน

แต่ก็ถูกตำรวจสลายการชุมนุมเช่นกันเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกัน ที่น่าสังเกตคือโซเชียลมีเดียของกลุ่มคือ แฟนเพจ PEMUDA UMNO MALAYSIA มีจำนวนสมาชิก 40,000 คน และแฟนเพจอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี Najib Razak มีสมาชิก780,000ราย และแฟนเพจสนับสนุนนายราซัคที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นหลังเหตุการณ์ใช้ชื่อว่า 200000 People Support DS Najib Tun Abdul Razak ปัจจุบันมีคนคลิก Like เพียง30ราย

ล่าสุดแม้การชุมนุมจะยุติลงไปแล้วและยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆออกมาจากแกนนำกลุ่มซึ่งประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะไม่มีการชุมนุมอีก แต่การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ย้ายสนามจากกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์มาสู่โลกออนไลน์เรียบร้อยแล้ว คงต้องจับตาว่ากระแสโซเชียลมีเดียจะมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแดนเสือเหลืองในการเลือกตั้งกลางปีหน้าได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามในบางแง่มุมของการเมืองแดนเสือเหลืองช่างคล้ายกับไทยเราเหลือเกิน.

——————————————————–

ผ่าม็อบแดนเสือเหลือง “เหมือน-ต่าง” บ้านเรา

บรรยากาศในกรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นไปอย่างเงียบเหงา ผู้คนไม่ออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น มีเพียงนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ออกมาเดินบนท้องถนน เพราะไม่รู้ข่าวว่าจะมีการชุมนุม ทว่าแหล่งชอปปิงกลางเมืองที่ไกลจากจุดชุมนุมอย่าง Bukit Bintang ร้านรวงยังเปิดให้บริการปกติ ขณะที่รถไฟฟ้าในจุดสำคัญที่มีการชุมนุมจะหยุดให้บริการก่อนเที่ยง ส่วนรถเมล์และแท็กซี่จะหยุดให้บริการทั้งวัน

แรกเริ่มแกนนำกลุ่ม Bersih2.0 ต้องการให้ผู้ชุมนุมทั้งหมดใส่เสื้อเหลืองอย่างพร้อมเพียง แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากตำรวจตรวจตราผู้คนที่จะเข้าเมืองตั้งแต่เที่ยงคืน จับกุมผู้ต้องสงสัยที่พกสัญลักษณ์สีเหลืองก่อนเข้าตัวเมือง ทำให้การรวมตัวเกิดขึ้นได้ยาก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชุมนุมได้แยกกันเดินทางเข้าเมืองผ่าน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์ สถานี KL Sentral และท่ารถบขส.Pudaraya อำพรางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ใส่เสื้อสีเหลือง จนกระทั่งสามารถรวมตัวกันได้ 4 จุดสำคัญในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้แก่ บริเวณตึกแฝดปิโตรนาส จัตุรัสเมอร์เดก้า ไชน่าทาว์น และมัสยิดจาเม็ก ในเวลาประมาณก่อนเที่ยงวัน

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงซึ่งจัดตั้งโดยกลุ่ม Umno Youth ผู้สนับสนุนรัฐบาลได้ออกข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะไปชุมนุมกันที่สนามกีฬาเมอร์เดก้าเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกลุ่มเบอร์เซ โดยจะมีการรวมตัวกันประมาณ 500 คน ส่วนบริเวณ Bukit Bintang ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองมีการรวมตัวกันได้ประมาณพันคน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตาเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกับกลุ่มเบอร์เซ

ข้อสังเกตคือกลุ่มเสื้อแดงจะมีรถตำรวจคอยติดตามต่อท้ายมวลชนแต่กลุ่มสีเหลืองไม่มี

ส่วนที่มาของการใช้สัญลักษณ์สีเหลืองของกลุ่มเบอร์เซเพราะเป็นสีประจำชาติมาเลเซีย ส่วนสีแดงขาวเป็นสีประจำของพรรคอัมโน กลุ่มเบอร์เซจะประกอบด้วย คนทั้งสามสัญชาติคือมาลายูท้องถิ่นซึ่งเป็นมวลชนของพรรคฝ่ายค้าน คนจีนและคนอินเดีย ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนพรรคอัมโนสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนมาลายูทุกชนชั้น ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบนครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เนื่องจากพรรคอัมโนมีอายุถึง 54 ปี จึงมีเครือข่ายทั่วประเทศทั้งระดับหมู่บ้านไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่

ด้านกำลังตำรวจมีการใช้อาวุธหลัก 4 อย่าง คือ กระบอง โล่ แก๊สน้ำตา และรถดับเพลิงฉีดน้ำ ตั้งด่านสกัดตั้งแต่เที่ยงคืน โดยเริ่มสลายการชุมนุมประมาณเวลาเที่ยงวันตามจุดต่างๆสิ้นสุดลงเวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น

ข้อสังเกตคือ “ความจริงจัง” ในการจับกุมผู้ชุมนุมที่มีมากกว่าการชุมนุมในไทย โดยตำรวจจะมีกุญแจมือพลาสติกเพื่อจับผู้ชุมนุม โดยจำนวนผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 1,667 คน เป็นผู้หญิง 151 คน เด็ก16 คน ผู้เสียชีวิตจากหัวใจวาย 1 คน ซึ่งทางการอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม ทั้งนี้ไม่สังเกตเห็นมือที่สามเข้ามาป่วนการชุมนุม และทางการก็ไม่มีการรายงานเช่นกัน และไม่มีรายงานหรือสังเกตเห็นการทำลายอาคารบ้านเรือน สถานที่สาธารณะแต่อย่างไร

ข้อสังเกตอีกข้อคือ การรายงานจำนวนผู้ชุมนุมของทางการกับแกนนำซึ่งแตกต่างกันหลายเท่า ตัวเลขจากทางการรายงานว่ามีผู้ชุมนุม 5,000 -6,000 คน ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมอ้างว่ามีถึง 50,000-60,000 คน ส่วนสำนักข่าวต่างชาติจะระบุตัวเลขมากถึง 20,000 คน ภายหลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโซเชียลมีเดียถึงจำนวนผู้ชุมนุม

ส่วนการรายงานของสื่อมวลชนจะเน้นสื่อสารด้วยโซเชียลมีเดียอย่าง ทวิตเตอร์ นอกจากนี้ยังติดสัญลักษณ์ เช่น เสื้อหรือบัตรประจำตัวสื่อมวลชนให้เห็นอย่างชัดเจน

จากการสอบถามประชาชนชาวกัวลาลัมเปอร์ ต่างบอกตรงกันว่า นานๆครั้งจะมีการชุมนุมใหญ่เนื่องจากกฏหมายของรัฐบาลระบุโทษไว้หนักมาก สาเหตุที่ร้านรวงและภาคการขนส่งบางจุดที่ห่างจากพื้นที่ชุมนุมยังคงเปิดให้บริการนั้น เนื่องจากมั่นใจในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้มงวดว่าจะสามารถระงับเหตุการณ์รุนแรงได้

————————————-

นเรศ เหล่าพรรณราย @nares_bizweek ได้รับทุนจาก SEAPA (South East Asia Press Alliance) ทำรายงานเรื่อง Free Flow of Information in ASEAN ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างวันที่ 24มิถุนายนถึง15กรกฏาคม 2554

 

http://www.bangkokbiznews.com/home/