เวทีเสวนา เรื่อง ทิศทางสื่อไทยหลังเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง จะไปทางไหน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2554 ห้องกมลมาศ โรงแรมสยามซิตี้

จัดโดย :  เครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) ร่วมกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย

คุณกายาทรี เวนกิทสวารัน ผู้อำนวยการบริหาร SEAPA กล่าวเปิดงาน

คุณกายาทรี เวนกิทสวารัน ผู้อำนวยการบริหาร SEAPA กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะเป็นเวทีสะท้อนบทบาทสื่อฯหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว สื่อของไทยรวมถึงสื่อที่อยู่ในเมืองไทยได้พบกับความท้าทายมากมาย รวมทั้งมีสื่อที่เกิดใหม่อย่าง New Media เข้ามีบทบาทในสังคมไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้สื่อจะมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ แต่ก็กลับเผชิญหน้ากับการคุกคามสื่อแบบเก่า ๆ ดังที่เราได้เห็นจากความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา มันมีคำถามที่ควรจะถามมากมายต่อสื่อว่าสื่อสามารถทำหน้าที่ได้ในสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ปลอดภัยหรือไม่  และสื่อเองสามารถให้ข้อมูลข่าวสารตามที่สาธารณชนสมควรได้รับหรือไม่ และสื่อที่มีอยู่มีจรรยาบรรณเพียงพอหรือเปล่า

ผู้อำนวยการบริหาร SEAPA กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องของการคุกคามสื่อไม่ได้เกิดที่ไทยอย่างเดียว แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราก็จะเห็นการคุกคามในรูปแบบต่างๆ ทั้งจากรัฐบาลและไม่ใช่รัฐบาล ในประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศฟิลิปปินส์ เราก็ยังได้พบเรื่องของการเซ็นเซอร์และการพยายามควบคุมสื่อในรูปแบบต่างๆ   สิ่งที่เราหวังว่าจะได้จากการสัมมนาในครั้งนี้คือการสะท้อนภาพปัญหาในแวดวงของสื่อมวลชนให้เราได้รับทราบและเราจะมาร่วมกันแสวงหาคำตอบที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของสื่อไทยที่จะเกิดขึ้นในการทำข่าวเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้คำถามเรื่องสถานการณ์การทำหน้าที่ของสื่อไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำหน้าที่ในการทำข่าวเลือกตั้งหรือหลังจากการทำข่าวเลือกตั้ง เพราะประเด็นทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันอีกยาวนาน

คุณกายาทรีกล่าวว่า วันนี้ตนจึงอยากให้หลายฝ่ายช่วยสะท้อนถึงประเด็นปัญหาเพื่อช่วยกันหาทางออกในอนาคตของสื่อต่อไป ตนหวังว่าเราจะใช้โอกาสในการสัมมนาครั้งนี้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยและสะท้อนข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะมันเหมือนเป็นการแสดงความสมานฉันท์ระหว่างกันและเป็นการเชื่อมโยงเวทีสื่อจากกับสาธารณชนเพื่อให้ได้มาซึ่งกรอบการปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับสื่อ

 

/////////////////////////////////////////////////////

อภิปราย เรื่องสื่อฯไทยพร้อมหรือไม่ในสถานการณ์ความขัดแย้งใหม่

วิทยากรคือ : คุณ เรด บาทาริโอ ผู้แทนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบัน

International News Safety Institute (INSI)

คุณก่อเขต  จันทเลิศลักษณ์  บรรณาธิการข่าวทีวีไทย

 

คุณเรด บาทาริโอ ผู้แทนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบัน INSI กล่าวว่า  ปัญหาแรกที่พบคือเรื่องของเซ็นเซอร์และการคุมเนื้อหาของสื่อ รวมถึงสื่อเองก็เซ็นเซอร์ตัวเองด้วย ทั้งนี้สื่อในประเทศไทยเองก็ถูกควบคุมด้วยกฏหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายความมั่นคงภายใน กฎหมายก่อการร้ายและกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย  ส่วนสื่อในประเทศฟิลิปปินส์เองก็ยังไม่มีกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้เหมือนประเทศไทย ส่วนในประเทศอินโดนีเซียเองแม้จะมีกฎหมายให้สามารถใช้ข้อมูลข่าสารของทางราชการได้ แต่ก็ยังมีกฎหมายอีก 16 ฉบับที่ยังขัดแย้งกับกฎหมายฉบับนี้ ส่วนประเทศมาเลเซียและประเทศฟิลิปปินส์เองก็ยังมีใช้การฟ้องหมิ่นประมาทมาเป็นเครื่องมือในการคุกคามสื่อ และสื่อในภาคใต้ของประเทศไทยเองก็ยังถูกคุกคามการทำหน้าที่ด้วยเหตุของความรุนแรงที่ทำให้ได้รับอันตรายทางด้านร่างกาย

ผู้แทนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบัน INSI กล่าวอีกว่า ในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อนับสถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสื่อของที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบันมีสื่อมวลชนเสียชีวิตแล้วทั้งหมด 147 คน ซึ่งนักข่าว 140 คนจาก 147 คนนั้นไม่ได้เสียชีวิตโดยบังเอิญ แต่เป็นเป้าโดยตรงของการสังหารจากฝ่ายต่าง ๆ  โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ที่การสู้รบกันนักข่าวจะพบกับปัญหาที่ถูกวางเอาไว้ ซึ่งระเบิดทั้งหมดนั้นเป็นระเบิดที่ประกอบขึ้นเองและหาได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากภาคใต้ของประเทศไทยในจังหวัดยะลาก็เป็นลักษณะแบบเดียวกันกับระเบิดที่ถูกใช้ในประเทศฟิลิปปินส์  ส่วนในประเทศพม่าหรือในประเทศเขมรก็มีปัญหาในเรื่องการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศพม่าเราคงจะยังจำกันได้ โดยนายเกนจิ นากายาม่า ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวจากประเทศญี่ปุ่นถูกทหารที่ควบคุมฝูงชนในการประท้วงของประเทศพม่าครั้งที่เพิ่งผ่านมายิงในระยะเผาขน  สถานการณ์ของนักข่าวในประเทศอินโดนีเซียก็ไม่ดีไปกว่าประเทศอื่น ๆ มีนักข่าวหลายคนที่ถูกลักพาตัวไปสังหารและการทำงานเองก็ต้องพบเจอกับภัยธรรมชาติทั้งคลื่นยักษ์สึนามิและแผ่นดินไหว

คุณเรดกล่าวอีกว่า ในประเทศมาเลเซียนั้นองค์กรสื่อบางองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างอิสระก็ถูกปิดไปอย่างไม่มีเหตุผล รวมถึงนักข่าวเองก็มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ต่ำและมีแนวโน้มของการถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ  สำหรับสถานการณ์ของสื่อในประเทศไทยนั้นเราก็คงจะรู้กันดีว่านักข่าวเองต้องตกอยู่ในกึ่งกลางของคู่ขัดแย้งทางการเมืองซึ่งรูปแบบของการคุกคามสื่อในประเทศไทยนั้นนักข่าวเองอาจจะไม่รู้สึกได้ทันทีเหมือนกันกับการสังหารหมู่ที่เกาะมากินดาเนาของประเทศฟิลิปปินส์ แต่การถูกดึงให้เข้าไปอยู่ระหว่างกึ่งกลางของความขัดแย้งนั้นก็คือการคุกคามสื่อในรูปแบบหนึ่ง  คำถามที่มีตอนนี้คือสื่อไทยเองรายงานข่าวการจราจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครอย่างไรบ้าง ซึ่งในสายตาของตนที่เป็นผู้ฝึกทางด้านความปลอดภัยให้กับสื่อมวลชนทั่วภูมิภาคเอเชีย เห็นได้อย่างชัดเจนว่านักข่าวไทยไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมที่พอในการเผชิญหน้ากับความรุนแรง

ผู้แทนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบัน INSI กล่าวว่า การทำหน้าที่การรายงานข่าวจลาจลของสื่อไทยไม่มีการฝึกอบรมทางการดูแลตัวเองและขั้นตอนของการทำหน้าที่ที่ปลอดภัยและไม่ได้มีการคาดคะเนล่วงหน้าถึงรูปแบบความรุนแรงที่กำลังจะมาถึง รวมถึงการรายข่าวเองก็ต้องรายงานอย่างมีความรับผิดชอบและต้องแสดงความรับผิดชอบต่อข่าวที่ตนเองรายงานด้วย ในเหตุการณ์การสังหารหมู่สื่อมวลชนที่เกาะมากินดาเนาประเทศฟิลิปปินส์นั้นสิ่งที่พวกเราควรจะทำคือต้องร่วมกันสร้างความตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้นและควรช่วยกันแสวงหาความสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ จะต้องมีการพูดคุยกับรัฐบาลและหาความร่วมมือจากองค์กรสื่อต่างประเทศด้วย ทั้งนี้เหตุการณ์นั้นสื่อในประเทศฟิลิปปินส์ก็ได้ออกมาร่วมกันเดินขบวนรณรงค์ในหมู่เกาะมากินดาเนา  เราจะต้องช่วยกันสร้างความตระหนักว่าบทบาทสื่อนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างประชาธิปไตยและต้องทำให้เขาเห็นว่าสื่อมีความสำคัญและต้องได้รับการคุ้มครอง  สื่อในประเทศไทยนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกหัดในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และควรมีการฝึกอบรมการทำข่าวในสถานการณ์ความรุนแรง ควรจะต้องมีการฝึกว่าเมื่อเกิดการยิงต่อสู้กันเกิดขึ้นจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ซึ่งการฝึกอบรมนี้จะครอบคลุมไปถึงการฝึกอบรมเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และสิ่งที่สำคัญคือจะต้องมีการตระหนักถึงความเจ็บปวดทางด้านจิตใจของนักข่าวที่ถูกสะสมไว้อย่างมากในการปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานข่าวจราจลด้วย

คุณเรดกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ควรจะได้มีการพูดคุยกันอีกเรื่องคือความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตเพราะนักข่าวใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และ ในประเทศฟิลิปปินส์เองได้มีการจัดตั้งออฟฟิศที่แจ้งเตือนเรื่องความปลอดภัยขึ้นร่วมกับสมาคมนักข่าวฟิลิปปินส์ องค์กร INSI เป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยกับนักข่าวได้สร้างผังความปลอดภัยของนักข่าวในแต่ละประเทศและในแต่ละภูมิภาคว่าหากเกิดเหตุการณ์หรือเกิดความรุนแรงแล้วนักข่าวไปในสถานที่แห่งนี้ถึงจะปลอดภัย  ซึ่งภาพกว้างในการสร้างความปลอดภัยให้กับสื่อมวลชน องค์กรสื่อเองต้องดูและความปลอดภัยให้แก่นักข่าวตรงนี้ได้ และเป็นหน้าที่ของรัฐทหารและตำรวจที่ต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองและนักข่าวด้วย การรักษาชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดนักข่าวต้องเข้าใจว่าการเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งเรื่องราว ประเด็น หรือข่าวนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไมได้ ไม่มีข่าวไหนที่เราต้องเสี่ยงชีวิตหรือต้องตายเพื่อให้ได้มันมา

ด้านคุณก่อเขต  จันทเลิศลักษณ์  บรรณาธิการข่าวทีวีไทยกล่าวว่า หนึ่งปีภายหลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงได้ผ่านพ้นมาแล้วและนักข่าวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้นด้วย หากตั้งคำถามว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกในเดือนหน้าหรือสัปดาห์ นอกจากเสื้อเกราะกันกระสุนหรือหมวกกันกระสุนที่สื่อหลายสำนักซื้อไว้เป็นจำนวนมากแลัว ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับการทำงานของสื่อมวลชนไทยเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะนักข่าวไทยและสังคมไทยไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้มาก่อน ปีที่แล้วนักข่าวที่เพิ่งเริ่มทำข่าวใหม่ๆ ต้องมาเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างหนักหน่วงอย่างนี้ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีการใช้อาวุธสงครามต่อสู้กันในใจกลางกรุงเทพมหานคร  ซึ่งการเตรียมพร้อมยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ทำให้นักข่าวไทยรอดมากได้จากการโจมตีอย่างรุนแรงในกทม.นั้นตนบอกได้เพียงคำเดียวว่าใช้สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดล้วนๆ ทุกคนหลบได้เท่าที่จะหลบไม่มีนักข่าวคนไหนมีองค์ความรู้เรื่องการเอาตัวรอดเหมือนที่คุณเรดได้บอกไว้ไม่มีใครรู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไร สื่อหลายสำนักได้อนุมัติงบประมาณในการซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน  ที่พึ่งเดียวของนักข่าวดูเหมือนจะมีแค่เสื้อเกราะกันกระสุนทั้งๆ ที่ความจริงมันน่าจะมีวิธีที่ดูแลนักข่าวได้มากกว่านั้น

บรรณาธิการข่าวทีวีไทยกล่าวว่า หลังเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ผ่านไปเราก็ได้มีการประชุมและมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นักข่าวหลายคนยกมือขึ้นและถามบรรณาธิการข่าวว่าและเจ้าหน้าที่ในสมาคมฯว่าทำไม่มีการฝึกอบรมว่าเมื่อเวลานักข่าวเจอเหตุการณ์ที่รุนแรงแบบนี้แล้วจะต้องทำอย่างไร หลายคนผ่านการทำข่าวที่ชายแดนหรือนักข่าวอาวุโสที่ทำข่าวสงครามมาก่อนก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ไม่มีใครคิดว่าจะมีการยิงต่อสู้กันระหว่างกองกำลังที่แฝงตัวอยู่ในการชุมนุมและทหารตำรวจโดยมีประชาชนและนักข่าวอยู่ด้วย ซึ่งถือได้ว่าความเสี่ยงสูงมาก หลังจากนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็ได้จัดให้มีการอบรมเกิดขึ้น ตนทราบเรื่องนี้ก็ตัดสินใจว่าจะต้องมาร่วมในการฝึกอบรมให้ได้ พอมาถึงตนแปลกใจมากว่านักข่าวเข้าร่วมน้อยมาก

“ผมทำข่าวมา 10-20 ปีผมก็ได้มาฝึกอบรมกับเรด ผมบอกว่าเป็นความรู้ที่มีคุณค่ามาก และมันจะมีคุณค่ามากขึ้นกับนักข่าวไทยที่ไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ หรือยงัมีไม่เพียงพอ และที่สำคัญต้องสร้างการตระหนักรู้ให้กับนักข่าวและช่างภาพเป็นอันดับแรก ตราบใดที่เขายังคิดว่าเขาจะใช้สัญชาติญานเพียงอย่างเดียวการเตรียมพร้อมก็จะไม่สำคัญสำหรับเขา ซึ่งในเรื่องความปลอดภัยของนักข่าวนอกจากการตระหนักเรียนรู้ของกความปลอดภัยในการทำหน้าที่ของสื่อที่ดีที่จำเป็นมาก”นายก่อเขตกล่าว

บรรณาธิการข่าวทีวีไทย กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตนั้นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับความปลอดภัย คือนักข่าวจะรายงานข่าวอย่างไรในสถานการณ์ที่ขัดแย้งอย่างนั้น ทั้งจำนวนผู้ชุมนุม ซึ่งความคิดเห็นย่อมไม่ตรงกันอยู่แล้ว นั่นเป็นจุดเล็กๆ ที่เกิดการคุกคามนักข่าวมาแล้ว แค่การรายงานผู้ชุมนุม นักข่าวบางคนไปถึงจุดเกิดเหตุเห็นทหารยิงเข้าไป เขาก็รายงานและหลังจากนั้นทหารก็ถูกระเบิด เอ็ม 79 เข้ามา แค่ไม่ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่กี่นาทีเขาก็บอกว่านักข่าวรายงานไม่หมด เราก็ต้องตระหนักว่าจะรายงานอย่างไร ณ ขณะนั้นเกิดอะไรขึ้น และก่อนหน้านั้นเกิดอะไร ต้องอาศัยตรงนี้มาก และที่สำคัญในช่วงการเกิดความขัดแย้งนั้น คนถูกปลุกเร้าให้มีความโกรธแค้นกันอย่างมาก สื่อต้องรายงานท่ามกลางความพลุ่งพล่านในอารมณ์ของผู้คน และต้องรายงานโดยลดความขัดแย้ง ต้องคิดให้มากขึ้นว่าจะรายงานอย่างไร ซึ่งความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยากมากในสถานการณ์เฉพาะหน้า ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยที่คนทำหน้าที่สื่อจะต้องเตรียมพร้อม

“เราจะต้องออกเป็นคู่มือว่าสิ่งไหนที่สื่อควรทำและสิ่งไหนที่สื่อไม่ควรทำ และจะต้องมีหัวหน้าทีมที่จะต้องคอยดูแล ซึ่งไม่ง่ายสำหรับคนที่อยู่ต่างองค์กรกัน ผมเชื่อว่าถ้าพรุ่งนี้เกิดจราจลสิ่งที่คุณเรดอบรมให้ไม่เกิด คนที่เป็นหัวหน้าต้องดูแลว่าคนที่อยู่นั้นปลอดภัยหรือไม่ การเตรียมการต้องดูว่าจุดประทะอยู่ตรงไหนและร.พ.ที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผมต้องยอมรับความจริงว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วการใช้สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นไม่เฉพาะแค่สื่อที่อยู่ข้างนอกเท่านั้นที่จะได้รับอันตรายสื่อที่อยู่ข้างในก็จะถูกบุกยึดให้เป็นเครื่องมือของความโกรธแค้นจากผู้ชุมนุมด้วยและถ้าเกิดอย่างนั้นแล้วจะทำอย่างไร ดังนั้นสื่อต้องรายงานสถานการณ์ทุกอย่างให้ดีเพราะผู้ชุมนุมทุกฝ่ายอยากจะมีพื้นที่ในสื่อ  ผมคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวแล้วเพราะถ้าช้าไปกว่านี้เดี๋ยวจะไม่ทันแน่”นายก่อเขตกล่าว

/////////////////////////////////////////

อภิปรายเรื่องจริยธรรมสื่อฯ กับการใช้สื่อเพื่อการสื่อสารทางการเมือง

วิทยากร : คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการมีเดียมอนิเตอร์

Media    Monitor

คุณวรวิทย์ ศรีอนันตรักษา หัวหน้าข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คุณ จักรกฤษ เพิ่มพูน กรรมการจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์

 

 

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการมีเดียมอนิเตอร์ Media Monitor กล่าวว่า เราได้การวิจัยเรื่องการทำข่าวของนักข่าวไทยมา 16 ชิ้น ซึ่งเป็นการข่าวการเมืองจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าส่วนใหญ่จะวนอยู่แต่กับเหตุการณ์เดิมๆ ซึ่งข้อมูลที่พวกเราได้ทำไปนั้นเราเก็บสถิติมา 6 ปี ข่าวส่วนใหญ่ที่เราเก็บข้อมูลนั้นจะเป็นการพูดถึงการเมืองภาครัฐสภา ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2548 รัฐบาลได้เริ่มเข้ามาใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นได้แต่งตั้งนักการเมืองมาบริหารการเข้าซื้อหุ้นสื่อ ใช้อำนาจทุนและใช้เครื่องมือทางการเมืองเข้าแทรกแซงสื่อ โดยเฉพาะในปีที่นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปีพ.ศ. 2551 ได้เกิดการแทรกแซงสื่อในลักษณะใหม่ที่ไม่ใช่ทุนแต่เป็นการใช้วิวาทะ เช่นการจัดรายการวิทยุของนายสมัครเป็นการวิวาทะเกี่ยวกับตัวนักข่าวโดยตรง

ผู้จัดการฝ่ายวิจัย โครงการมีเดียมอนิเตอร์ Media Monitor กล่าวว่า นอกจากนั้นแล้วยังมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสื่อได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของอสมท. ทีวีไทยและกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งในช่วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นได้ใช้รูปแบบของการขอร้องสื่อในการนำเสนอข่าว และเริ่มมีการปิดวิทยุชุมชนโดยใช้คำสั่งของกอรมน. และในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา 4 รัฐบาลได้เกิดสื่อรูปแบบใหม่ขึ้น ทีวีดาวเทียมได้ถูกใช้กลายเป็นฐานทางการเมือง ทั้งนี้สื่อของรัฐอย่างช่อง 11 ช่อง 5 ช่อง 9 ซึ่งเป็นสื่อของรัฐเสนอข่าวไม่รอบด้านและขาดความเป็นธรรม  และไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมสีไหนคนที่ยึดพื้นที่ข่าวได้มากที่สุดก็คือรัฐบาล การทำงานของฟรีทีวีก็แย่งชิงพื้นที่ข่าวกันเองแย่งชิงประเด็นข่าวกัน เมื่อฟรีทีวีหมดความหวังเกิดเคเบิ้ลทีวีเอเอสทีวี ดีเสตชั่นให้ความสำคัญกับข่าวทางการเมือง เน้นประเด็นข่าวเรื่องความเคลื่อนไหว เทรนด์ของข่าวชุมนุมจะเป็นแบบนี้ ถ้าโต้ตอบก็จะเป็นข่าวของผู้ชุมนุมต่อทหาร

คุณธามกล่าวว่า บทวิเคราะห์ทางการเมืองของสื่อไทยก็จะมีสีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และการทำงานในช่วงเลือกตั้งรัฐบาล เน้นข่าวนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ  ซึ่งพอใกล้นับคะแนนสื่อหนังสือพิมพ์ก็จะเป็นผู้สมมติในการจัดตั้งรัฐบาล ในปีพ.ศ. 2551 นายราฟบอยซ์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเคยบอกว่าข่าวการเมืองบ้านเราเหมือนดูละคร เน้นความขัดแย้งและการโต้ตอบกันมากันไปของนักการเมือง ซึ่งละครนั้นมีจุดจบแต่ข่าวการเมืองบ้านเราไม่มีจุดจบไคลแม็กซ์แม้กระทั่งข่าวเลือกตั้งก็จะมีข่าวไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่าการทำหน้าที่ของสื่อฟรีทีวีในบ้านเรานั้นขาดการให้ข้อมูลพื้นฐานทางการเมือ ขาดการวิเคราะห์ถึงนโยบายของพรรคการเมืองว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ และการตรวจสอบคุณสมบัติของนักการเมืองน้อย จะมีกสทช.ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของเคเบิ้ลได้ ถ้าตั้งเป็นช่องสีเหลืองสีแดงก็จะไม่ตรวจสอบความถูกถ้วนของข่าวถ้าสีตัวเองผิดก็จะไม่ตรวจสอบเลย การชุมนุมที่ผ่านมามีการพูดถึงสื่อออนไลน์ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ใช้เพื่อการแบ่งกลุ่มแบ่งสี นำไปสู่การกล่าวหาการประณามการใส่ร้ายของผู้นำทางสังคม มันก้าวเข้าสู่ความขัดแย้ง การรายงานข่าวยังเป็นแบบเดิมคือเรื่องความขัดแย้ง คุณภาพข่าวขาดความลึก รายงานไม่สุดทางของเรื่อง

คุณวรวิทย์ ศรีอนันตรักษา หัวหน้าข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กล่าวว่า ตนเริ่มทำข่าวตั้งแต่ปี พ. ศ. 2535 ในช่วงการต่อสู้ทางการเมืองของเหตุการณ์พฤษาภาทมิฬ ซึ่งตอนนั้นใช้มอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะในการทำข่าวพอเข้าไปอยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซด์ก็เกือบจะถูกยิงแต่ตนก็ยังสามารถเอาตัวรอดมาได้  สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น ตนอยากบอกว่าเสื้อเกราะที่พวกเราซื้อกันมาเป็นจำนวนมากไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เรากันกระสุนได้ แต่จริยธรรมและจรรยาบรรณต่างหากที่จะเป็นเกราะกำบังกระสุนให้เราได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ความขัดแย้งมันจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติสื่อจะต้องเข้าใจสถานการณ์และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้นให้ได้

หัวหน้าข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสื่อ สื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง หรือสื่อไหน ๆ ก็จะต้องยึดเรื่องจริยธรรมในการทำหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ ตนจบการศึกษาจากคณะวาสารศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สิ่งที่ตนได้รับการสั่งสอนมาจากครูบาอาจารย์ด้านสื่อสารมวลชนก็คือ หนึ่งสิ่งสำคัญที่จะปกป้องเราคือการนำเสนอข่าวอย่างปราศจากอคติ เราเป็นนักข่าวเราจะต้องทำตัวเราให้ไม่มีตัวตน สองเรื่องความแม่นยำและการพิสูจน์ความเป็นจริงที่แท้จริงเราจะต้องทำให้ก่อเกิดให้ได้ สามเราจะต้องให้โอกาสปฏิเสธเราจะไม่เลือกข้าง สี่เราต้องเสนอข่าวครอบคลุมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งหากเราปฏิบัติได้ทั้งสี่ข้อจะทำให้เราไม่ถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้ง   การชุมนุมที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าทั้งสองขั้วพยายามดึงสื่อไปเป็นเครื่องมือเพราะเขาจะใช้เราเป็นตัวขยายผล

“อย่างสนามหลวงชุมนุมอย่างไรก็ไม่เกินแสนคน ทุกคนต้องบอกว่าเป็นล้าน นักข่าวเคยถูกเตะถูกตีเรื่องการรายงานข่าวที่สนามหลวง นักข่าวต้องหลีกเลี่ยงภาวะที่เราเสียเปรียบเราจะไม่เผชิญหน้า ในฐานะที่เราเป็นกลางเราต้องทำให้สื่อชอบธรรม  ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้นสู้กันจนประชาชนไม่เอาทหาร ทหารไม่สามารถไปซื้อกับข้าวได้ ไปหาหมอ หมอไม่รักษา จนทหารต้องไปขึ้นป้ายเพิ่มว่าเพื่อชาติศาสน์กษัตริย์และประชาชนถ้าสื่อทำตัวให้เที่ยงตรงต่อข้อมูลข่าวสารประชาชนก็จะเข้าข้าง”คุณวรวิทย์กล่าว

หัวหน้าข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กล่าวว่าอีกว่า ในปี 2549 เราทำข่าวคัดค้านเรื่องการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ สำนักงานของเราถูกยิงเอ็ม 79 เข้ามาสองลูกเราต้องรักษาระยะห่างให้ดีว่าเรื่องนี้เราควรจะบุกได้แค่ไหน ถ้าเรามองไม่เห็นคนทีมาแบ็คอัพให้เรา เราต้องรอเวลาและค่อยทำต่อ ไม่อย่างนั้นเราจะทำสิ่งที่เราจะทำไม่ได้ คุณสุภา ศิรินนท์ นักข่าวรุ่นก่อนเอาชีวิตแลกอุดมการณ์แต่รุ่นหลังตนมองว่าจะต้องรักษาชีวิตไว้เพื่อทำตามอุดมดการณ์ของตัวเองให้ได้ การต่อสู้ของสื่อไทยเองก็ได้มีการพัฒนาขึ้น เรามีการต่อสู้มากเรื่องอำนาจรัฐ เราต่อสู้จนสามารถยกเลิกปร. 42 ได้ มีการส่งตัวแทนของสื่อบินไปคุยที่อเมริกาปิดประตูคุยกับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ บอกให้เขาได้เข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้มันลิดรอนการทำหน้าที่ของสื่ออย่างไรบ้าง ซึ่งท่านก็เข้าใจและยกเลิกกฏหมายฉบับนี้จากนั้นสื่อไทยก็มีเสรีภาพมากขึ้น

“แต่ปัจจุบันสิ่งที่จะทำให้สื่อไทยเบี่ยงเบนหรือเอนเอียงคือทุน อำนาจรัฐมาให้เราเห็นแต่ทุนมาแบบไม่ให้เห็น มีนายทุนมาซื้อ หรืออย่างกรณีที่คุณธามบอกว่าการนำเสนอข่าวของสื่อไทยยังขาดความลึกนั้น ผมขอบอกว่า เราอยากทำแต่เรื่องของการเข้าถึงและการพิสูจน์ทราบนั้นเรารู้ได้แค่ไหนเราก็ต้องนำเสนอไปแค่นั้นเราไปตัดสินไม่ได้ สื่อมีจริยธรรมของเราบอกว่าบางเรื่องเราถึงได้ขนาดไหนเราจะตัดสินอะไรเกินกว่าที่เรารู้ไม่ได้”คุณวรวิทย์กล่าว

คุณ จักรกฤษ เพิ่มพูน กรรมการจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์สถานการณ์ความรุนแรงได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่เรื่องการใช้ social media ทั้งเรื่องทวิตเตอร์ นักข่าวได้ใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือเสริมหรือเครื่องมือสำคัญในการรายงานข่าว ซึ่งทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือที่มีคนติดตามมากเวลามีความรุนแรงคนจะเฝ้าติดตามข่าวจากทวิตเตอร์มากกว่า และเมื่อมีการใช้สื่อออนไลน์มากขึ้นก็เกิดคำถามว่าการทวิตเนื้อหาแต่ละครั้งต้องผ่านการกลั่นกรองหรือไม่  เพราะเนื้อหาเราบอกไม่ได้ว่าเป็นอารมณ์หรือเป็นข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคนที่ติดตาม social media นักข่าวที่ใช้ social media ก็จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจะมีคน ติดตามเยอะแยะ เมื่อปีที่แล้วนักข่าวโนเนมหลายคนสามารถสร้างความเป็นดาราได้ ซึ่งก็เป็นโอกาสของนักข่าวในการใช้เครื่องมือสื่อสารได้เยอะขึ้น

กรรมการจริยธรรม สภาการหนังสือพิมพ์กล่าวว่า ในขณะเดียวกันเรื่องของจริยธรรมก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง โดยการตรวจสอบปรกติมีการพิจารณาว่าไปละเมิดคนอื่นหรือไม่ ในกระบวนการที่ไม่มีการตรวจสอบโอกาสที่จะสร้างความเสียหายมีมากน้อยแค่ไหน นั่นเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง การใช้เครื่องมือสื่อสารก็จะมีการกระทบอยู่ตลอดเวลา หลังเดือนพ.ค. มีนักข่าวทีวีช่องหนึ่งนำข้อมูลที่ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ไปเผยแพร่ต่อในทวิตเตอร์จนถูกนำไปกล่าวอ้างในเวทีผู้ชุมนุม เราได้ประกาศแนวทางปฏิบัติ เราต้องการให้สื่อที่ใช้สื่อออนไลน์แสดงตัวตน  การรายงานข้อมูลข่าวสารบนสื่อออนไลน์พึงระวังการย่อความที่ถูกทำให้บิดเบือน ทวิตเตอร์ไม่ให้ทวิตเกิน 140 ตัวอักษรบางครั้งก็เกิดการบิดเบือนโดยไม่ตั้งใจและต้องแยกแยะระหว่างข่าวข้อเท็จจริงและความคิดเห็น

///////////////////////////

อภิปรายเรื่อง การคุกคามสื่อจากภาครัฐ ซ้ำรอยเดิม หรือเปลี่ยนไป

วิทยากร : คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันอิศราฯ

คุณ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ท

ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขา

นิเทศศาสตร์   บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

 

คุณ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ตกล่าวว่า  เราได้เก็บสถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านพบว่ามีประชาชนและผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถูกฟ้องร้องตามความผิดของพระราชบัญญัติว่าการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีเว็บไซด์จำนวนมากที่ถูกปิด อาจจะถือได้ว่าเป็นแนวโน้มจับกุมใหม่ของปีพ.ศ. 2553 เลยก็ว่าได้ มีคำสั่งศาลเรื่องการปิดเว็บไซด์มากขึ้น โดยสิ่งที่ถูกสั่งให้มีความผิดมากที่สุดคือส่วนของเนื้อหาในเว็บไซด์ ซึ่งคดีที่ถูกฟ้องร้องเยอะที่สุดคือคดีหมิ่นประมาทมากถึง 77 เปอร์เซ็นต์  รองลงมาคือคดีฉ้อโกง และคดีต่อมาก็คือคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยในทุกๆ การกระทำความผิดตัวกลางอย่างเจ้าของที่ให้เช่าหรือให้ใช้ URL ก็จะต้องถูกดำเนินคดีไปด้วย และในส่วนของวิทยุชุมชนเองก็มีคำสั่งให้ปิดไม่แตกต่างจากเว็บไซด์ ซึ่งการปิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมและไม่ได้ยึดข้าวของที่เกี่ยวกับการจัดวิทยุชุมชน หากแต่ไปยึดข้าวของในส่วนอื่นๆ

เครือข่ายพลเมืองเน็ตกล่าวว่า เมื่อช่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นองค์กรอิสระอย่าง ilaw ได้เก็บรวบรวมข้อมูลคำสั่งศาลต่างๆ ในช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมจะเห็นได้ชัดว่า จำนวนการสั่งปิดเว็บไซด์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในเดือนพฤษภาคมซึ่งการตั้งศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์ในสภาวะฉุกเฉินหรือ ศอฉ. ขึ้นได้ให้อำนาจในการปิดเว็บไซด์หรือปิดวิทยุชุมชนกับองค์กรนี้อย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งศาล วิทยุชุมชนและเว็บไซด์ก็ยิ่งถูกปิดเยอะมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ เป็นแบบของการคุกคามสื่อแบบเดียวกันกับอินเตอร์เน็ต มีการเปลี่ยนเป้าหมายของการคุกคามและควบคุม พื้นที่ของสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ ในกระแสหลักโดยมีการเรียกให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุและผู้ประกาศข่าวไปพูดคุยว่าควรจะนำเสนอข่าวอย่างไร ผมได้ไปจัดรายการวิทยุเห็นเอกสารแปะไว้ที่ผนังในห้องส่ง ในนั้นระบุถึงคำที่ควรใช้และไม่ควรใช้คือไม่ใช้ใช้คำว่าการสลายการชุมนุมแต่ให้ใช้คำว่ากระชับพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องการใช้คำเพื่อมาคุกคามสื่อ”คุณอาทิตย์กล่าว

คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันอิศราฯกล่าวว่า ตนจะไม่พูดในฐานะสื่อกระแสหลัก คำถามที่ตนตั้งไว้ข้อแรกคือการคุกคามจากรัฐน่ากลัวกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสื่อในปัจจุบันนี้หรือไม่ ในช่วงก่อนปีพ.ศ. 2540 เรามีการใช้อำนาจรัฐและอำนาจดิบคือกฎหมายปร. 42 สั่งปิดหนังสือพิมพ์ และหลังจากปีพ.ศ. 2540 เราได้มีรัฐธรรมนูญที่รองรับการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ. 2548 รัฐบาลของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อ นอกจากนั้นก็ยังมีผู้ชายลึกลับหัวขาวในรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะทำหน้าที่คอยโทรไปหาสื่อแต่ละสำนักว่าห้ามการนำเสนอข่าวที่เขาไม่ต้องการ ผู้ชายคนนี้มีอำนาจมากถึงกับสามารถสั่งเปลี่ยนนักตัวนักข่าวในทำเนียบรัฐบาลได้ด้วยหากไม่พอใจการนำเสนอข่าวของนักข่าวคนนั้น

ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันอิศราฯกล่าวว่า นอกจากนั้นภายหลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ตัวเลขเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมฯ ตัวเลขในการฟ้องร้องส่วนใหญ่ก็เป็นการฟ้องร้องกันเองไม่ใช่การฟ้องร้องจากรัฐ ซึ่งพื้นที่ที่รัฐห้ามอยู่มีเพียงพื้นที่เดียวคือเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนมาตรา 112 ของกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีเนื้อความที่ปรับแก้และเพิ่มเติมโทษหลังจากเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี” ซึ่งสิ่งที่ถกเถียงกันคือทำไมสังคมไทยไม่รู้สึกว่าปิดเว็บไซด์หมื่นๆ เว็บในพื้นที่เดียวคือมาตรา 112 เป็นเรื่องที่เป็นปัญหา

คุณประสงค์กล่าวว่า ในส่วนของการอ้างอิงกฎหมายรัฐธรรมนูญทำให้มีการเกิดวิทยุชุมชน ซึ่งไม่ใช่วิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เกิดขึ้นคือนานาอารยะ วิทยุชุมชนได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครืองมือทางการเมือง ซึ่งการจัดรายการในประเทศอังกฤษนั้นหากมีการยุยงประชาชนให้ก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองของเขาวิทยุชุมชนแห่งนั้นก็จะถูกสั่งปิดในทันที แต่วิทยุชุมชนของบ้านเรายุยงให้คนไปเผาบ้านเผาเมือง ด่าและเป็นกระบอกเสียงทางการเมืองอย่างเดียวก็ยังอยู่ได้  พื้นที่เหลือเพียงพื้นที่เดียว สังคมไทยส่วนใหญ่ยังรับไม่ได้ ตรงนี้ที่เป็นปัญหา  ส่วนพื้นที่ทาง social media ถูกนำมาใช้อย่างอันตราย วันหนึ่งถ้าเรานึกอยากจะด่าแม่ใครเราก็ด่า เราอยากจะด่าแพรวาเราก็จับเขามาขึงพรืดในโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งคนที่ไม่รู้เรื่องไปด่านี่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ขณะนี้พื้นที่เดียวที่สื่อกระแสหลักถูกสั่งสอนมาว่าอย่าเข้าไปยุ่งและห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งคือพื้นที่ 112  เพราะสิ่งที่จะได้รับมามันไม่คุ้ม ถ้าใครมีความเร่าร้อนอยากเอาชีวิตไปแลกอุดมการณ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่าประณามกัน

“เรื่องมาตรา 112 นั้นวิชาการมีทรรรศนะคติที่แตกต่างกันในเรื่องนี้อย่างหนัก ซึ่งบางคนก็ต้องการให้คงไว้และเสนอให้มีการเพิ่มโทษด้วยซ้ำ คนที่อยู่กึ่งกลางก็เสนอให้มีการปรับปรุงให้เหมาะสมว่าการจับกุมคุมขัง 15 ปีนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ หรือควรจะมีการตั้งหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาดูและในเรื่องเหล่านี้ก่อนที่จะมีการส่งฟ้องศาลหรือเปล่า และต้องพูดว่าการปิดเว็บไซด์สามารถทำได้หรือเปล่าถ้าหมิ่นในเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งเพียงอย่างเดียวก็ควรจะปิดเฉพาะส่วนนั้นไม่ควรจะปิดทั้งเว็บไซด์หรือไม่ ถ้าเรามีผังรายการก็ปิดไปเป็นรายการ ไม่ใช่ปิดทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจะต้องนำไปพูดคุยกัน”  ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศราฯกล่าว

คุณประสงค์กล่าวว่า อำนาจรัฐมันดิบมันเห็น เพราะเมื่อมีการใช้กฎหมายต่างๆ ไปปิดเว็บไซด์เราเห็นเราสัมผัสได้เราต่อสู้ได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าและเรามองไม่เห็นก็คือเรื่องทุน หลายวันมานี้มีบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและเรื่องราวก็อยู่ในชั้นศาลซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อผู้บริโภคแต่ไม่มีสื่อทไยฉบับไหนนำเสนอข่าว สาเหตุก็เพราะเขาเป็นทุนใหญ่ให้กับสื่อเหล่านั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรามองไม่เห็น ทุกวันนี้ถามว่าเมื่อเราดูทีวีเราแยกแยะออกหรือไม่ว่านั่นมันคือโฆษณาแฝง ผู้ประกาศข่าวพูดไปหนึ่งประโยคก็ได้สามแสนบาท แจกเสื้อของทุนให้ฟรีก็ได้อีกสามแสนบาทสิ่งที่ขายได้ในสื่อทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการพาดหัวข่าวแล้วหากแต่คือหุ้มปก

ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานิเทศศาสตร์   บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตกล่าวว่า เรายอมรับหรือไม่ว่าสื่อคือธุรกิจไม่ใช่สถาบันทางสังคมอีกต่อไป เพราะตอนนี้สื่อได้เข้าสู่ยุคของทุนนิยมที่เน้นในเรื่องของปัจจัยการผลิต ซึ่งในฐานะนักวิชาการตนจะไม่เห็นการนำเสนอข่าวสืบสวนสอบสวนแบบเรื่อง เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดCTX หรือเรื่องรถดับเพลิง ตนจะได้เห็นการใช้อำนาจรัฐในการคุกคามที่มีทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย เราจะได้เห็นรายการเจาะข่าวร้อนที่สามารถสร้างให้เกิดความเกลียดชังโดยกระทรวง A ทำเอ็มโอยูกับรายการผ่านการใช้อำนาจรัฐผ่านเครือข่ายที่ตนเองมีอำนาจอยู่ นำเสนอรายการที่สร้างความเกลียดชังและความแตกแยกในสังคม

ผู้อำนวยการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานิเทศศาสตร์   บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตกล่าวว่า การเข้ามาของกลุ่มทุนผ่ายสื่อนั้นจะมาในรูปแบบของการลงโฆษณาในหน้าประชาสัมพันธ์ของสื่อ ซึ่งจะผ่านมาที่กองบก.ได้ด้วยการผ่านผู้ถือหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และผ่านกระบวนการมีเดียโบรกเกอร์ ซึ่งการคุกคามก็จะเป็นลักษณะและขั้นตอนที่ลดหลั่นกันลงไปรูปแบบต่างๆ  ทั้งนี้เราจะเห็นรายการ ประเภทสาระในความบันเทิงในรายการข่าว นักข่าวหลายคนที่สู้กระบวนการเหล่านี้ไม่ไหวก็จะผันตัวเองออกไปจากวงการข่าว ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นกับแวดวงของสื่อมวลชนเมื่อครั้งที่มีการรัฐประหารที่ผ่านมานั้นองค์กรที่มีอำนาจหลักอย่าง ศอฉ. ได้สร้างวาทกรรมให้คนไทยอยู่ในภาวะฉุกเฉินตลอดเวลา ต้องเอาคนที่หล่อๆ มากล่อมคนดู

“ซึ่งเวลาที่มีเสียงระเบิดหรือมีการระเบิดเกิดขึ้นก็จะไม่พูดว่าเป็นเสียงระเบิด แต่จะบอกเราว่าได้ยินเสียงคล้ายระเบิด สื่อเองก็นำเสนอข่าวแบบไม่มีความสมดุลย์ อาจจะเป็นเพราะพวกเราอยู่ด้วยความเร็วทำให้การตรวจสอบในเนื้อหาที่สื่อนำเสนอไม่เกิดขึ้น สื่อกระแสหลักเองก็ถูกช่วงชิงอำนาจโดยสื่อใหม่อย่างนิวมีเดีย   นักข่าวก็ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาในวาระทั้งหมด มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ สักกี่ครั้ง เราต้องเข้าใจในบริบทตรงนี้ด้วย  และในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายก็ยังเป็นพื้นที่ที่รัฐใช้อำนาจได้เต็มที่อยู่แต่ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการคุกคามให้เนียนขึ้น สื่อหลายแห่งนอกจากทำข่าวแล้วยังมีบริษัทพีอาร์เป็นของตนเองด้วย ปรากฏการณ์แบบนี้เราเรียกว่าทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด นักข่าวทุกคนยอมรับในการที่จะทำงานสองถึงสามหน้าที่ดีกว่าไม่มีงานทำ”ดร.กุลทิพย์ กล่าว

ช่วงถามตอบหลังการเสวนา

ตัวแทนจากเว็บไซด์ประชาไทคุณจีรนุช เปรมชัยพร  ตั้งคำถามว่า ในเรื่องของมาตรา 112 นั้นมีหลายส่วนและประชาชนหลายคนถูกจับกุมในข้อหานี้ ที่สำคัญคือสื่อกระแสหลักก็ไม่กล้ารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริง แทบจะไม่มีสื่อกระแสหลักกล้าแตะหรือรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนไม่รับรู้แบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ขัดแย้งต่อเสรีภาพของสื่อพอสมควร วิทยากรรู้สึกอย่างไรบ้างกับประเด็นที่สื่อกระแสหลักไม่กล้านำเสนอข่าวเรื่องเหล่านี้

 

คุณประสงค์ตอบคำถามว่า “ผมไม่สามารถตอบแทนสื่อกระแสหลักได้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงไม่รายงาน ถ้าให้ผมเดา ยุคหนึ่งเราะจะเห็นว่าสื่อกระแสหลักนอกจากอำนาจรัฐที่กดดันในระดับหนึ่ง ทุน และกระแสสังคมก็มีส่วนสำคัญ ผมขอยกตัวอย่างกรณีเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ใครกล้าด่าประธานาธิบดีจอร์จบุช ผมคิดว่าความคิดของคนทั่วไปคงจะคิดว่าอยู่ดีๆ ไปหาเรื่องเองทำไม ไปด่าเจ้าทำไม สื่อกระแสหลักเองก็ไม่อยากรายงานเพราะถ้าเขียนพลาดไปก็มีปัญหาอีกเลยตัดปัญหาไม่ยุ่งดีกว่า เพราะทีวีกับวิทยุเขาก็ตัดปัญหาด้วยการไม่ยุ่งดีกว่าเพราะจะปลอดภัยกว่า”

คุณจักกริช บรรณาธิการบริหารสื่อในเครือเนชั่นตอบคำถามว่า “ ขาข้างหนึ่งของผมอยู่ในคุกแล้ว กระบวนการและเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เราอย่าไปแตะเพราะจะเกิดคดีเพิ่มขึ้นและเสนอข่าวไปก็ไม่น่าจะคุ้ม”

 

////////////////////////////////////////////////////////////////

 

อภิปรายเรื่อง : วังวนของการไม่ลงโทษผู้กระทำผิด ผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพสื่อฯ

จากไทยสู่อาเซียน

วิทยากร : คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

คุณสุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย องค์กร Human Rights Watch

คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ปัญหาของสื่อในบ้านเราแยกออกเป็น 2 ส่วนคือสถานการณ์โดยทั่วไปของการกระทำต่อนักข่าวในบ้านเราไม่ชัดเหมือนในประเทศฟิลิปินส์หรือประเทศอินโดนีเซีย บ้านเรานักข่าวส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำก็จะเป็นที่ต่างจังหวัด ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการเสนอข่าวเชิงลบต่อฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องบางกรณีก็ไปโจมตีเขาเพื่อรับผลประโยชน์พอเขาไม่ให้ก็เกาะติดตามติดเรื่องของเขาจนเขาทนไม่ไหวก็ส่งคนมาเตือน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะเป็นการคุกคามที่ไม่ใช่การคุกคามเพื่อชีวิต ส่วนเรื่องการปิดล้อมสถานที่ทำงานของสื่อนั้นเราพบว่ากระบวนการในลงโทษผู้กระทำความผิดก็มีการดำเนินคดีอยู่ แต่ก็ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลอาทิกรณีของช่อง 11 ที่ถูกเครือข่ายพันธมิตรเพื่อประชาธปไตยบุกยึดสถานี ทั้งนี้เหตุการณ์ที่น่าเป็นกังวล อีกเรื่องคือเหตุการณ์ที่เกิดความรุนแรงขึ้นแต่เราไม่สามารถเอาผิดกับใครได้คือพวกที่ยิงเอ็ม 79 เข้าไปยังที่ทำงานของสื่อต่างๆ หรือพวกที่ปาระเบิดเข้าไปยังที่ทำการของสื่อต่างๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้เลย

นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า กรณีความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ที่มีนักข่าวเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าการชุมนุมที่ผ่านมานั้นไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองธรรมดา และไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบและสันติแต่เป็นการใช้กำลังที่เป็นการชุมนุมที่ไม่ปรกติ กรณีนักข่าวญี่ปุ่นและนักข่าวอิตาลีที่เสียชีวิตนั้น มีนักข่าวอิตาลีเพียงคนเดียวที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเสียชีวิตสถานที่ไหน แต่นักข่าวไทยไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีก็เพียงคุณ ชัยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพประจำเครือเนชั่นที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด สิ่งที่สำคัญคือกรณีของนักข่าวต่างประเทศที่เสียชีวิตนั้นอาจจะเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ของเขาที่คิดว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามปรกติ ซึ่งถ้าจะมีการดำเนินการเพื่อขอคืนพื้นที่ก็คงจะเป็นการดำเนินการจากฝ่ายรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนของผู้ชุมเองได้ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐหลากหลายวิธี ทำให้โอกาสในการได้รับบาดเจ็บจากการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวมีสูง ตรงส่วนนี้ผู้ชุมนุมก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงด้วย

คุณชวรงค์กล่าวอีกว่า กรณีของคุณฟาบิโอ้นักข่าวอิตาลีที่เสียชีวิตไปนั้นเพื่อนผู้สื่อข่าวของเขาได้ให้ข้อสังเกตว่าวันที่เกิดเหตุคุณฟาบิโอ้ใส่เสื้อสีดำและใส่กางเกงสีเขียวเหมือกางเกงทหาร ซึ่งขณะนั้นเขาก็กำลังมีปัญหาเรื่องชายชุดดำเพราะกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่คอยยิงด้วยอาวุธสงครามก็ใส่ชุดสีดำ วันนั้นทหารก็รู้ว่าคนที่เป็นภัยต่อเขาและทำให้พวกเขาเสียชีวิตคือกลุ่มผู้ชายในชุดสีดำ ดังนั้นเป้าหมายของทหารในวันนั้นก็คงจะเป็นใครทีใส่ชุดสีดำและคุณฟาบิโอ้เขาก็ใส่ ทั้งนี้กระบวนการในการสอบสวนเรื่องราวเหล่านี้ของรัฐทำงานช้ามาก และถึงแม้จะมีการแต่งตั้งหน่วยงานหรือคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบเรื่องราวเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐเท่าที่ควร หลายเรื่องต้องให้ผู้ใหญ่ไปพูดถึงจะได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงออกมา คณะกรรมการอิสระอยากได้ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อตรวจสอบและหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งเต้นท์ของผู้ชุมนุมและการตั้งด่านของผู้ชุมนุมว่ามีแบบไหนอย่างไรบ้างหรือกรณีของการยิงผู้ชุมนุมที่วัดปทุมวนาราม 6 ศพ ซึ่งเกิดข้อถกเถียงถึงระยะเวลาการเข้ามาเคลียร์พื้นที่ของทหาร ซึ่งถ้าได้ข้อมูลและเอกสารจากภาพถ่ายดาวเทียมก็สามารถบอกข้อมูลการเข้ามาของเจ้าหน้าที่ทางการได้ ก็ไปถามทั้งหน่วยงานทหาร ทั้งองค์การอวกาศเพื่อของภาพถ่ายดาวเทียมขอไป 2 รอบก็ไม่เคยได้ บอกแค่เพียงว่าไม่มีจนคณะทำงานต้องทำหนังสือถึงรมต.วิทยาศาสตร์ ซึ่งเรื่องต่างๆ แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้น รัฐบาลควรสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระที่ตรวจสอบเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง

นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า เรื่องของการเอาผิดผู้กระทำความผิดนักข่าวอิตาลีน่าจะหาความจริงได้ง่ายกว่า เพราะมีสื่อหลายสำนักถ่ายภาพไว้ได้เยอะมากเราต้องขอความร่วมมือโดยเอาฟุตเทธของภาพมาดูมาศึกษาและสอบสวนตามหลักฐานที่ปรากฏก็จะหาคนผิดได้ไม่ยาก หากแต่กรณีของนักข่าวญี่ปุ่นนั้นคงเป็นเรื่องยากเพราะไม่มีใครเห็นตอนที่เขาถูกยิง ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้เลยว่าเขาถูกยิงตรงไหน เพราะข้อมูลจากกล้องของเขาก็ไม่ชัด  ถามว่านักข่าวไทยเองทำไมบาดเจ็บแค่ 4-5 คน เท่าที่เราได้พูดคุยกับนักข่าวไทย อาจจะเป็นโชคดีที่พวกเขาไม่เคยถูกอบรมในเรื่องของการเอาตัวรอดในการทำข่าวแบบนี้ ก็เลยทำให้เขาไม่กล้าและต้องปลอดภัยไว้ก่อน

“พ.อ.ร่มเกล้าเองก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตก็ได้บอกกับนักข่าวด้วยตัวเองว่าวันนี้หนักแน่ทำให้นักข่าวไม่กล้าเข้าไป ซึ่งก็มีช่างภาพบางสำนักที่เข้าไป และก็เป็นบทเรียนให้นักข่าวว่าเวลามีการปะทะกันเกิดขึ้นต้องอยู่หลังทหารไม่มีใครเข้าไปอยู่ในฝั่งเสื้อแดง กรณีของนายฟาบิโอ้นั้นได้มีการสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เขาและทำตัวเหมือนเป็นผู้สื่อข่าวได้เอากล้องของเขาไปหลังเกิดเหตุ ซึ่งคอป.กำลังหาตัวผู้ชายคนนี้เพื่อมาตรวจสอบอยู่ และถึงแม้การเอาผิดจะยาก แต่กระบวนการสืบหาข้อเท็จจริงก็ยังเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องช่วยกันหาความจริงเราจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเดียวไม่ได้ สื่อเองก็ต้องช่วยกันติดตามให้เรื่องนี้ปรากฏออกมาให้ได้ด้วย”คุณชวรงค์กล่าว

คุณสุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย องค์กร Human Rights Watch  กล่าวว่า  เราจะเห็นได้ชัดว่าการคุกคามสื่อที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ไม่ได้ว่าจากองค์กรรัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่จะมีการคุกคามจากการเมืองกลุ่มต่าง  ๆ และยังมีการคุกคามจากกลุ่มทุนด้วยเพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงประเด็นการไม่ต้องรับผิดในเรื่องของการคุกคามสื่อ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องพูดถึงเป็นอย่างมากคือการไม่ต้องรับผิดในส่วนของรัฐ เพราะเมื่อเกิดรัฐประหารสื่อมวลชนจะเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่จะต้องถูกรัฐส่งกำลังเข้ามายึดกุม หรือ อย่างรอบล่าสุดก็มีการส่งกำลังทหารเข้าไปบุกห้องออกอากาศของสื่อบางสื่อ พอผ่านการยึดอำนาจไปแล้ว ทหารเหล่านั้นก็ยังนั่งอยู่ในห้องออกอากาศของสื่อมวลชนนั้น และกฎหมายความมั่นคงเป็นสิ่งที่รัฐใช้กล่าวอ้างในการคุกคามสื่อและในการรัฐประหารทุกครั้งก็จะมีการปิดสื่อโดยให้เหตุผลว่าสื่อบางสื่อนำเสนอข้อมูลไม่ถูกต้องและนำเสนอข้อมูลที่รุนแรง บริบทแรกที่เกิดขึ้นคือรัฐเป็นผู้ถือกฎหมายและใช้กฎหมาเยเหล่านั้นควบคุมและคุกคามสื่อ การไม่ต้องรับผิดของรัฐนั้นตนจะพูด 2 บริบทด้วยกันคือบริบทแรกรัฐเป็นผู้ถือกฏหมายอยู่ในมือและใช้กฏหมายเหล่านั้นคุกคามสื่อ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความพิเศษ เช่นกฎหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่รับผิดทั้งทางอาญาหรือทางแพ่งถ้าหากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่นั้นทำไปโดยสุจริตใจ ซึ่งปัญหาที่เราเห็นอย่างชัดเจนนภาคใต้เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำการรุนแรงเราก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้เพราะมีกรอบของพ.ร.ก.ฉุกเฉินคอยคุ้มกันเจ้าหน้าที่อยู่ ซึ่งท่าทีของ Human right watch ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงมาเมื่อปีที่แล้วเราตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่าจะเกิดการนำเอามาตรานี้มาใช้คุ้มครองเจ้าหน้าที่หรือไม่ถ้าหากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไปปิดสื่อ เพราะกฎหมายของไทยในรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการปิดสื่อแบบเหมารวมทั้งฉบับหรือทั้งสถานี หรือแม้แต่เว็บไซด์ปิดทั้งเว็บไซด์ได้หรือไม่เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุหรือไม่ ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าประเด็นที่เกิดขึ้นอำนาจของเจ้าหน้าที่ในพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องตั้งคำถามว่าใครหรือองค์กรใดจะทดสอบในประเด็นนี้

ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย องค์กร Human Rights Watch  กล่าวว่า  ประเด็นที่ 2 ที่ตามมาคือเจตจำนงทางการเมืองและอุดมการณ์ทางการเมืองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งเพราะในระยะหลังๆ การเกิดกลุ่มก้อนทางการเมืองเกิดความคาดหวังว่าสื่อนั้นจะต้องอยู่ฝ่ายตัวเองจึงเกิดความคาดหวัง และเมื่อสื่อทั้งตั้งองค์กรหรือตัวบุคคลกล่าวพาดพิงทางการเมืองเสมือนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็อาจจะตกเป็นเป้าทางการเมืองได้ ปัญหาที่เราเห็นก็คือการบุกเข้ายึดสื่อเอ็นบีทีของพันธมิตรฯซึ่งกรณีหากมีการดำเนินคดีล่าช้าก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าให้เกิดการเลียนแบบว่าเมื่อสีหนึ่งทำได้อีกสีหนึ่งก็จะต้องทำได้เช่นกัน อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและองค์กรเราก็พูดมาตลอดเวลาว่าเมื่อเกิดการคุกคามจะต้องมีการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วและชัดเจน อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเพราะความรวดเร็วในการดำเนินคดีนั้นในฝั่งของคนเสื้อแดงถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างรวดเร็วซึ่งเรื่องการขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าอาจารย์คณิต ณ นครไม่มาขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยตนเองตนเชื่อว่าจะยังมีผู้ต้องหาจำนวนมากที่ถูกอ้างว่าไปเผาในสถานที่ต่างๆรวมถึงการบุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ จะต้องอยู่ในที่จองจำกันต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรารู้สึกว่าประเด็นของการเลือกข้างนั้นทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี ซึ่งในส่วนของรัฐต้องทำความเข้าใจว่ากฏหมายที่อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นการนำเอากฏหมายความมั่นคงมาริดรอนการทำหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วยแล้วเมื่อเกิดการริดรอนสิทธิเสรีภาพแล้วจะไม่สามารถเข้ามาสู่การเอาโทษหรือการเยียวยาต่อผลของความเสียหายและไม่สามารถเอาผิดต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างสื่อมวลชนและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนและสังคมโดยรวมในการกดดันรัฐบาลว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงกฏหมายหลายส่วนที่มีปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ.ร.ก.ฉุกเฉินน่าจะเป็นประเด็นที่ต้องพูดว่าเมื่อพรรคการเมืองกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่พรรคการเมืองมีจุดยืนในเรื่องพ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างไร มีจุดยืนเรื่องร่างพ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างไร หรือเรื่องของมาตรา 112 ก็อาจจะต้องมีการนำมาพูดคุยกันต่อไปด้วย และต้องทำความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือกับการทำงานของ คอป.ด้วย เพราะเมื่อมีการขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ก็จะเกิดการบ่ายเบี่ยงตลอดเวลายกตัวอย่างของคุณชัยวัฒน์ช่างภาพจากเครือเนชั่นที่มีทั้งปลอกแขนสีเขียวของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและมีเสื้อเกราะกันกระสุนและก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เป็นที่รับรู้กันในสังคมไทยว่าปลอกแขนสีเขียวเป็นผู้สื่อข่าวคุณชัยวัฒน์ก็ยังได้รับการบาดเจ็บเราชี้ได้ชัดเจนเลยว่าบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่จะได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการบังคับบัญชา ทั้งนี้พราะในเรื่องการยิงปะทะหรือการเข้าควบคุมฝูงชนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐ นอกจากจะต้องมีมาตราเป็นขั้นเป็นตอนกำกับแล้วยังต้องมีมาตรการควบคุมการยิงมาประกอบกันด้วย เราตรวจสอบแล้วปรากฏว่าไม่มี ตรงนี้เป็นประเด็นใหญ่มากซึ่งคอป.ตรวจสอบอยู่แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่

คุณสุนัยกล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องการคุกคามและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดซึ่งทรรศนะคติของกลุ่มการเมืองต่างๆ ควรจะต้องแก้ไขด้วยว่าสื่อมวลชนนั้นไม่ว่าจะรายงานข่าวถูกใจคุณหรือไม่ คุณจะต้องไม่ไปคุกคามเขาซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหาหลักว่าพอเอาเข้าจริงเวลาลงพื้นที่นั้นปลอกแขนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์เลยเพราะกลุ่มการเมืองต่างๆไม่ยอมรับ มีสื่อหลายคนหลายเจ้าถูกหมายหัวตั้งแต่สมัยเสื้อเหลืองชุมนุมแล้วก็มีลักษณะแบบนี้ พอมาเสื้อแดงชุมนุมก็มีการคุกคามสื่อในลักษณะเดียวกันคือหมายหัวสื่อเป็นรายบุคคล ตนเข้าไปสังเกตการณ์และมีคนมาขอดูและให้ลบตรงนั้นเลยตนก็คิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เราต้องทำความเข้าใจกับกลุ่มก้อนการเมืองต่างๆ ให้เคารพการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวด้วย นอกจากนั้นกลุ่มก้อนทางการเมืองหรือแกนนำทางการเมืองจะต้องทำความเข้าใจว่าเมื่อได้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นแกนนำทางการเมืองต่างๆก็จะต้องยอมรับผิดและเข้าสู่กระบวนการในการตรวจสอบไม่ใช่ว่าพอมีความรุนแรงหรือการกระทำผิดเกิดขึ้นก็จะอ้างว่าเป็นมือที่สามเป็นของเทียมถูกจัดตั้งกันเข้ามาตรงนี้เป็นปัญหามาก

คำถามหลังการเสวนา

ตัวแทนจากองค์กรFreedom House ถามว่า บรรยากาศในการทำหน้าที่ที่ไม่ปลอดภัยจากการชุมนุมของประเทศไทยที่ผ่านมาทุกๆสื่อเผชิญเรื่องความไม่ปลอดภัยเหมือกันหมดแต่สื่อต่างชาติอาจจะไม่ถูกคุกคามในเรื่องของการใช้กฏหมาย การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อต่างชาติอาจจะมีความน่าเชื่อถือกว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อไทยหรือไม่

คูณชวรงค์ตอบว่า “เมื่อเช้าพูดกันไปแล้ว เราก็ได้เตือนนักข่าวและในช่วงตลอดเหตุการณ์เราก็ได้เข้าพบกับแกนนำของรัฐบาลและแกนนำของผู้ชุมนุมโดยบอกว่าอย่าทำร้ายสื่อซึ่งปลอกแขนสีเขียวจะเป็นการบ่งบอกว่าคือสื่อมวลชนที่ต้องได้รับการคุ้มครองในการทำหน้าที่ซึ่งในการใช้ปลอกแขนสีเขียวการควบคุมก็มีข้อผิดพลาดบกพร่อง ปรากฏว่ามอเตอร์ไซด์รับจ้างก็มีปลอกแขนของเราด้วยเหมือนกัน ส่วนการรายงานจากนักข่าวต่างชาติในฐานะที่เราเป็นสื่อและคนในสังคมไทยต้องรับฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่านักข่าวต่างชาติเข้ามาทำงานแบบมืออาชีพทุกคนบางคนก็ไม่ได้เป็นมืออาชีพ รายงานข่าวไม่ครบถ้วนรอบด้านทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการรายงานสถานการณ์ของสื่อไทยด้วยเช่นกัน และเมื่อจะจัดอันดับสื่อก็ไปถามใครก็ไม่ทราบ ไม่เคยมาถามองค์การสื่อไทยเลยด้วยซ้ำแล้วจัดอันดับให้เราต่ำกว่ากัมพูชาก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจการทำงานขององค์กรต่างประเทศเหมือนกัน”

คุณสุนัยกล่าวว่า “ก่อนจะจบมีเรื่องที่พวกเราองค์กร Human Right Watch กังวลกันคือประเทศไทยทุกฝ่ายสามารถใช้ความรุนแรงต่อกันได้ โดยที่มีข้ออ้างว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นชอบธรรม ถ้าเกิดเราเป็นเช่นนี้เราก็จะยังวนอยู่ในลักษณะเดิมและเราก็จะกระโจนลงสู่ความโกลาหลและความวุ่นวายที่แม้แต้มีการเลือกตั้งก็ไมสามารถช่วยได้ เราจะต้องช่วยกันให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นเพื่อให้สังคมไทยก้าวพ้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปให้ได้