ผอ.บีบีซีเวิลด์ย้ำ สังคมต้องแยกเส้นแบ่งระหว่าง “การตรวจสอบสื่อ” กับ “การแทรกแซงสื่อ”

 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2560 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาเรื่อง เสรีภาพสื่อในยามที่โลกอำนาจนิยมเบ่งบาน โดยมี ฟรานเชสกา อันส์เวิร์ธ ผู้อำนวยการบีบีซีภาคบริการโลก และรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว เข้าร่วม

 

 

ฟรานเชสกา กล่าวถึงบทบาทความสัมพันธ์ของงานข่าวกับนักการเมืองว่า มันคล้ายการชักเย่อที่ต่างฝ่ายต่างต้องดึง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย คือขณะที่นักข่าวตรวจสอบผู้มีอำนาจ นักข่าวก็สามารถถูกตรวจสอบได้ เพราะหากนักข่าวมีอำนาจมากเกินไปก็อาจสร้างความเสียหายให้แก่ระบบการเมือง แต่หากอ่อนแอเกินไปก็เสี่ยงจะมีถูกดึงไปทางใดทางหนึ่ง หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียความเป็นอิสระ

นอกจากการชักเย่อแล้ว งานข่าวมันคือการ “งัดข้อ” ด้วย ดังเช่นประสบการณ์ที่บีบีซีทำข่าวการทำประชามติ Brexit ว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่นั้น บีบีซีก็ต้องต่อสู้กับการปล่อยข่าวจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องการส่งสารและแก้การรายงานข่าวของบีบีซีให้เป็นแบบที่เข้าทางฝ่ายตัวเอง

“ประชามติครั้งนั้นทำให้ฉันตระหนักว่า ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างการตรวจสอบอย่างเหมาะสมกับการแทรกแซงเป็นสิ่งที่เราต้องหวงแหน แต่ในบางส่วนของโลก เส้นแบ่งนั้นถูกลบไปจนไม่เห็นฝุ่น หรือบางที่ ไม่มีเลย” ฟรานเชสกากล่าว

รองผู้อำนวยการด้านข่าวของบีบีซี ภาคบริการโลก กล่าวว่า อำนาจเผด็จการคุกคามและจับกุมนักข่าวจำนวนมาก ทั้งในตุรกี จีน อียิปต์ อิหร่าน ฮังการี โปแลนด์ รัสเซีย กระทั่งสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู้กับสื่อด้วยการกีดกันไม่ให้นักข่าวหลายสำนักรวมถึงบีบีซี เข้าฟังการแถลงข่าว

ต่อกรณีบีบีซีถูกวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยซึ่งมีกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เพื่อปกป้องราชวงศ์ ฟรานเชสกากล่าวว่าบีบีซีก็เกือบตกอยู่ในที่นั่งลำบากเมื่อนำเสนอพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลใหม่

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า “บทความดังกล่าวเขียนและตีพิมพ์ที่สำนักงานใหญ่บีบีซีในลอนดอน ไม่มีพนักงานบีบีซีประจำประเทศไทยมีส่วนในการเขียนหรือตีพิมพ์บทความดังกล่าวเลย”

“เราไม่อยากจะทำให้ประเทศไทยไม่พอใจ รวมถึงราชวงศ์ แต่บีบีซียืนหยัดในบทความดังกล่าวและเชื่อมั่นว่า มันตรงตามหลักการบรรณาธิการของบีบีซี และมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการดีเสียด้วยซ้ำที่ในประเทศใดก็ตาม นักการเมืองและสื่อมวลชนจะเห็นไม่ตรงกันตลอด”

ในวงเสวนา มีคนตั้งคำถามถึงบทบาทของบีบีซีต่อกรณีที่นักเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย คือ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดินถูกจับกุมคุมขังเมื่อแชร์พระราชประวัติที่บีบีซีนำเสนอ ฟรานเซสกากล่าวว่า บีบีซีเชื่อในหลักการสิทธิที่จะเผยแพร่ (The Right to Share) การกดแชร์ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้คนรับข่าวสารอันเป็นสิทธิที่คนพึงมี บีบีซีไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เกิดความไม่พอใจ และไม่ได้มาที่นี่เพื่อละเมิดกฎหมาย แต่เป็นการทำงานตามกรอบมาตรฐานของกองบรรณาธิการ

ฟรานเชสกากล่าวว่า คำถามสำหรับนักการเมือง  ใครจะเป็นผู้จำกัดเสรีภาพ และสื่อควรถูกตัดสินอย่างไร ใครคือผู้กำกับดูแล แล้วกติกาในการกำกับดูแลคืออะไร สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่ด้วยว่าเราอยู่ส่วนไหนของโลก มุมมองประสบการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยและความเข้าใจต่อเสรีภาพสื่อของประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน บางทีอาจไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงชีวิต ลำพังกฎและกติกาไม่พอ หากไม่มีวัฒนธรรมที่ยอมรับความสำคัญของสื่อ กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลา แต่บางครั้ง รากเหล่านั้นมันหยั่งลึกลงไปในพื้นที่เป็นหิน ดังนั้น แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมายในโลก ตั้งแต่การทลายกำแพงเบอร์ลินจนถึงอาหรับสปริง แต่มันไม่ได้หมายความว่าเสรีภาพสื่อจะพัฒนาไปในทางเดียวกัน

“ทุกวันนี้มีรัฐบาลมากมายเหลือเกินที่ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ และอยากจะบังคับให้เราทำตามสิ่งที่เขาปรารถนา ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สามารถ ไม่เต็มใจ หรือกลัวกับผลที่จะเกิดขึ้น กลัวเกินกว่าจะยอมเปลี่ยนแนวทางตัวเอง และนั่นทำให้ฉันตระหนักว่า เพราะแบบนี้ งานของนักข่าวจึงสำคัญยิ่งยวด และในเวลานี้ มันสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก” ฟรานเชสกาทิ้งท้าย