สรุปสถานการณ์สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรอบปีพ.ศ. 2556

ในปีที่ผ่านมาภาพรวมสถานการณ์สิทธิเสรีภาพสื่อถดถอยลงเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและกองทัพใช้กฎหมายและเครื่องมืออื่นๆเพื่อจำกัดและควบคุมมากสื่อขึ้นขณะเดียวกันหลายประเทศผู้สื่อข่าวและภาคประชาสังคมถูกคุกคามจากการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตามมีพัฒนาการสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกรอบอาเซียนหลังจากบรรดาผู้นำอาเซียนได้รับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน2555 โดยปฏิญญาดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะนำสู่การปกป้องมนษยชนที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเพียงใดเช่น ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ข้อความที่ระบุในปฏิญญาฉบับนี้กลับไม่รับรองการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยไร้พรมแดน (regardless of frontier)ขณะที่ มาตรา 19 ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองไว้ นั่นหมายความว่า รัฐบาลประเทศในอาเซียนยังสามารถควบคุมและปิดกั้นการเสนอข่าวสารข้ามประเทศได้ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีชี้วัดแนวโน้มสถานการณ์สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในปีนี้ด้วย

จากการติดตามสถานการณ์ซีป้าพบว่าปีที่ผ่านมามีสองประเด็นใหญ่ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญได้แก่

  1. มีแนวโน้มการใช้กฎหมายควบคุมจำกัดและลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชน

มากขึ้น เช่น บรูไน ลาว  เวียดนามมาเลเซียและสิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้มีการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับอย่างเข้มงวด บางครั้งผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายก็เป็นคนละเมิดเสียเอง   โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของรัฐเหนือสิทธิของประชาชน แทนที่จะเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นที่แตกต่างเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในพื้นที่สาธารณะอย่างเปิดเผย  เพราะต้องการคงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง

นอกจากนี้กองบรรณาธิการหลายแห่งยังเซ็นเซอร์ตัวเองในการทำ

งานเพื่ อความอยู่รอด

ในอินโดนิเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งถือว่ามีเสรีภาพสื่อมากกว่าประเทศอื่นๆ ก็ได้ออกกฎหมายใหม่หลายฉบับซึ่งคุกคามและสกัดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อ

มวลชนเช่นกฎหมายหมิ่นประมาทและและกฎหมายควบคุมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนติมอร์ตะวันออกกำลังจะออกกฎหมายให้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมสื่อมากกว่าจะปกป้องเสรีภาพสื่อ

2. การละเลยการลงโทษผู้ที่ใช้ความรุนแรงกับสื่อ   ในระดับท้องถิ่น  การใช้ความรุนแรงในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผลของการใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่หน่วยงานรัฐและเอกชน พยายามจำกัดการรายงานข่าวของสื่อที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชั่นรวมทั้งผลกระทบด้านลบต่อธุรกิจ    หลายๆกรณี ผู้กระทำผิด สามารถหลบเลี่ยงความผิดและพ้นผิดโดยใช้อิทธิพล

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ   การทำป่าไม้ผิดกฎหมาย การสร้างเขื่อน  การทำเหมืองแร่ ดังกรณีที่เกิดในพม่า ลาว กัมพูชา  ฟิลิปปินส์และเวียดนาม พบว่า ภาคประชาสังคม เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ แต่เมื่อรัฐไม่เหลียวแล สื่อมวลชนก็เข้ามาเกี่ยวข้องโดยพยายามนำเสนอรายงานเปิดโปงความขัดแย้ง    ปัญหาต่างๆนี้ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งท้องถิ่นแต่กลายเป็นประเด็นข้ามชาติ และเป็นปัญหาร่วมระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบสำคัญ

ต่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนโดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชน

เช่น ไทยและเวียดนาม เป็นผู้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในลาว ซึ่งหลายโครงการเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีพิพาทเรื่องที่ดิน

สำหรับสหภาพพม่ารอบปีที่ผ่านมาถือเป็นข่าวดี ซึ่งประชาคมโลกให้ความสนใจติดตาม เพราะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านการเมืองและด้านสื่อ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนและไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า มีการปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริงเพราะโครงสร้างผู้มีอำนาจยังไม่เปลี่ยนแปลงหรือมีกลไกรองรับทางกฎหมายอย่างเพียงพอ

สิ่งที่เป็นประเด็นร่วมในอาเซียนคือ ภาคประชาสังคม เติบโตและเข้มแข็งขึ้นมา เพื่อปกป้องต่อสู้รักษาสิทธิของตัวเองในด้านต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรต้องเปิดโอกาสให้ถกเถียง แลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวางอีกทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน เพื่อสร้างปัจจัยหนุนให้มาตรฐานสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในภูมิภาคดีขึ้้นเป็นหลักให้นักเคลื่อนไหวส่งเสริมสิทธิเสรีภาพได้ยึดถือผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองและสื่อฯที่เป็นจริง

Leave a Reply

x Shield Logo
This Site Is Protected By
The Shield →