“เชคสเปียร์ต้องตาย” ไปจากสังคมไทย จริงหรือ

จากสถิติหนังไทยที่ถูกห้ามฉายในอดีต คณะกรรมการเซ็นเซอร์ทุุกยุคทุกสม้ย มักอ้างเหตุที่กินความกว้าง เกินความเป็นจริง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าภาพยนตร์ที่ถูกห้ามฉายเหล่าน้ั้้นมีเน้ื่อหาหรือภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชนได้อย่างไร

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ภาพหรือเสียงที่โลดแล่นอยู่ในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เนต ละครโทรทัศน์ สื่อโฆษณา หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ล้วนเต็มไปด้วยภาพและเนื่้อหาที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชนมากมาย ย่ิ่งไปกว่าน้ั้น หลายสื่อในปัจจุบันยังจงใจย่ั่ั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ความเกลียดชังของคนในสงัคม ก็ไม่เห็นห้ามกัน

 

กรณีท่่ี่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่่ 3 ที่มี พล.ต.ต.เอนก สัมพลัง เป็นประธาน มีมติห้ามฉายภาพยนตร์ เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ของนายมานิต ศรีวานิชภูมิ และ นางสาวสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ เม่ื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ก็เช่นกัน

 

โดยอ้างว่า มีเนืื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฎกระทรวง กำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ .. 2552 ข้อ 7 (3) และตาม ...ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ .. 2551 ตามมาตรา 26 (2)

ในการพิจารณาของคณะกรรมการฯไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมย์และเป้าหมายของภาพยนตร์เรื่่องนี้เป็นสำคัุญ

เร่ื่่่องนี้้ี้สังคมไทยควรต้ั้้งคำถามกลับว่า น่ี่คือการคุกคามสิทธิเเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนและเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารอย่างร้ายแรงหรือไม่ เป็นการใช้อำนาจโดยมิ่ชอบหรือไม่

ถึงแม้ว่่าสื่่อภาพยนตร์จะมี์กฏหมายเฉพาะในการกำกับดูแล แต่กฏหมายดังกล่าวก็ไม่ควรศักดิ์สิทธิเหนือกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุปัน (พ.ศ. 2550) ทีให้การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างเต็มที่่ (มาตรา 45)และยังจำกัดอำนาจรัฐในการเซนเซอร์สื่อฯ ห้ามสั่งปิดหรือเซนเซอร์ทั้งหมด โดยให้ทำได้เท่าที่จำเป็น มีการตีความเหตุแห่งการห้ามแคบที่สุดและสมเหตุสมผลกับสถาณการณในขณะนั้น

ที่ให้เหตูผลข้างตนนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เซนเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บางส่วน

แต่ต้องการให้คณะกรรมการฯย้อนคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ปราศจากอคติทางการเมื่องว่า สมควรหรือทีี่ี่ภาพยนตร์เร่ื่องนีจะถููกห้ามฉายโดยสิ้้นเชิง เพียงเพราะมีฉากบางฉากที่อาจ สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทย (ท่ี่ในความเป็นจริงก็แตกแยกจนกู่ไม่กลับอยู่แล้ว ผู้คนก็หลงเสพย์แต่สื่อฯที่ี่ี่เข้าข้างความคิดของตัวเองอย่างงมงาย)

ฉากการชุมนุมทางการเมือง การสู้รบนองเลือด หรือการใช้ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ เช่น การลอบปรงพระชนม์ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน (ในเรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย”มีการ นำภาพข่าวเหตูการณ์เผาตุึกเวิร์ลเทรดที่่ี่่แยกราชประสงคในช่วงเหตการณ์ุุรุนแรงทางการเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ฉากฝูงชนบ้าคล่ั่่งที่คาดผมด้วยผ้าสีแดงกำลังรุมทำร้ายชายในเรื่อง สลับกับภาพข่าวที่บันทึกเหตูการณ์จริงที่ชายคนหนึ่งถูกแขวนคอประจานและทุบุทำร้ายโดยฝูงชนบ้าคลั่่งในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519)

ล้วนเป็นฉากที่่สะท้อนให้เห็นถึงการแตกแยกทางความคิด การแตกความสามัคคีของคนในชาติ และการช่วงชิงอำนาจของผู้นำโดยปราศจากความยั้งคิดและศีลธรรมอันดีงาม จนนำไปสู่การล่มสลายของบ้านเมืองในที่สุุด

 

ถ้ามองกันอย่างมีสติ ฉากเหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องประวัติศาสตร์เเปื้ิอนเลือดที่่ปรากฎอยู่ในหนังไทยมาไม่รู้กี่่ี่เรื่่อง ไม่ว่าจะเป็้นเรื่อง บางระจัุน ศุรีสุริโยทัย ตำนานนเรศวรมหาราช หรือ หนังรัก เบาๆ อย่าง ฟ้าใส ใจชื่นบาน แต่นำฉากเหตุูการณ์  “6 ตุุลา” มาเดินเรื่อง ก็ยังเห็นฉายกันไปได้ ทำรายได้เป็นร้อยเป็นพันล้านบาทบ้างก็มี ไมเห็น่ถูกห้ามฉาย

กลับมาดูท่ี่ “เชคสเปียร์ต้องตาย” ไม่ว่าผู้สร้างจะมีทัศนะทางการเมืองอย่างไร ภาพยนตร์เรื่องนี้ระบุุชุ้ดว่าเป็นหนังส่งเสริมศีลธรรม

ผู้อำนวยการสร้างและผูู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ี้เลือกที่จะสะท้อนปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันผ่านงานวรรณกรรมที่ผู้คนทั่วโลกยกย่องและยอมรับ และถูกนำไปผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเพื่อเป็นการจรรโลงงานศิลปะที่่งดงามและโดดเด่น และเพื่อเป็นคติสอนใจให้คนเกิดความละอายและเกรงกลัวต่อบาป

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเจตนาที่ต้องการจะปลดปล่อยจิตใจของ่คนไทยจากการครอบงำด้วยความกลัวและให้คิดแบบมีสติและปัญญาว่าการที่เราเพิกเฉยต่อความชั่วร้าย การชื่่นชมการใช้ความรุนแรงและเห็นว่า คนดีๆที่ล้มตายลงไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าดอกไม้่ที่ประดับบนผมขอเขาจะโรยรา เป็นเรื่องธรรมดาน้ั้น เป็นสิ่งบอกเหตูุของสังคมที่วิปริต

 

ผู้สร้างและผู้กำกับฯเลือกบทละครเรื่อง“โศกนาฎกรรมของแม็คเบ็ธ”ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ กวีเอกของโลกมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ภาษาไทย  ที่ซื่อสัตย์กับบทละครเเดิมแทบทุกตัวอักษรและ คงท่วงทีลีลาของภาษาตามแบบฉบับบทละครของเชคเปียร์ที่ช่างเย้ยหยันเสียดแทง ชะตากรรมของมนุษย์ที่่ี่ี่ตกอยูในความโลภโกรธหลง และต้องต่อสู้กับจิตใต้สำนึกส่วนที่ดีของตัวเองตลอดเวลา

 

การเดินเรื่่องเป็นไปอย่างรวดเร็ว กระชับ ชวนติดตามทุกถ้อยอักษร จนคิดไม่ได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสร้างความแตกแยกในสังคมได้อย่างไร

ยิ่่งไปกว่าน้้ั้น การร้อยภาษาทีลื่นไหลและลุ่มลึกกลับสะกดคนดููให้ขุดค้น และใคร่ควร ความผิดชอบชั่วดีไปพร้อมๆกับตัวละครเสียมากกว่า

ท่ี่สำคัญภาพยนตร์เร่ื่่องนี้ตั้งใจทำให้คนไทยดููจริงๆู

หากภาพยนตร์ที่เรื่องนี้ยังถูกห้ามฉายอีกต่อไป หลังจากที่ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับฯ

ได้ยื่นอุธรณ์ไปที่รัฐบาลเมื่อวันที่ 17 เมษายน ศกนี่ (ดู www.shakespearemustdie.com)

เราคนไทย จะไปหวังอะไรกับบรรดาท่านผู้นำที่เคยคุุยฟุุ้งเรื่่อง Creative Economy แต่ภาพยนตร์ดีๆ ที่สร้างสรรค์และประเทืองปัญญา กลับถูกแบนแสียหมด

และนับประสาอะไรกับการวิพากวิจารณ์ืการเมืองและสังคมไทยอย่างโต้งๆในยุคปัจจุบันจะไม่ถูกเซ็นเซอร์

หรือเราคนไทยต้องรอให้รัฐบาลชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งไปก่อนถึงจะได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้

แล้วมันจะต่างอะไรกับการแบนภาพยนตร์โฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ของกลุ่มพลังบวก เมื่อเดิอนกรกฏาคม ปี 2553 ในยุุครัฐบาลอภิสิทธิ์ิ์(ท่ี่อนุมุัติให้สร้าง “เชคสเปียร์ต้องตาย” และสนับสนุนทุนสร้าง 3 ล้านบาท ภายใต้็โครงการ ไทยเข้มแข็ง เมื่อปี 2553)

ภาพยนตร์เรื่องนี้เอาภาพข่าวในเหตุการณ์การชุมนุมเดือนพฤษภาคมปี 2553มาต่อๆกันเป็นการเรีบงลำดับเหตูการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพเผาตึก ภาพทหารเล็งปืนใส่ประชาชน ภาพพระถูกจับ ภาพชายที่ใส่กางเกงในตัวเดียว
ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลือง และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ภาพสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนเนื้อหา มีคำพูดแทรก เช่น “เรา ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า … รุนแรงไปหรือเปล่า … ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า …. ให้ปัญญาประชาชนหรือเปล่า …. ถ้าจะต้องมีคนผิด … ก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด … ขอโทษประเทศไทย … แล้วถ้าจะต้องแก้ไข ก็คงต้องเป็นเราคนไทยที่ลุกขึ้นมาแก้ … จดจำความสูญเสียไว้ในใจ … แล้วเปลี่ยนให้เป็นพลังบวก”

แต่คณะกรรมการเซ็นเซอรของฟรีทีวี์ในขณะน้ั้นมีมติห้ามเผยแพร่ เน่ื่องจากเห็นว่าในโฆษณาชุดนี้ มีการใช้ภาพธงชาติไทยที่ฉีกขาด ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 วงเล็บ 4 ห้ามไม่ให้แพร่ภาพสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยก เสื่อมเสีย หรือความสามัคคีในหมู่ประชาชน

คนทำหนัง ภาณุ อิงควัต (ผู้ก่อตั้้งกลุ่มพลังบวก) ต้องการให้คนไทยสำนึกว่าเราทำร้ายกันเองและขอโทษประเทศไทย ไม่ได้ต้องการให้เกิดควาวมแตกแยก พอข่าวออกไปว่าถูกแบน คนก็แห่กันเข้าไปดูใน Youtube พอ่คณะกรรมการฯให้ตัดฉากที่อ้างว่าไม่เหมาะสมออกไป หนังหมดพลังแรงลงไปทันทีและก็ ไม่มีใครสนใจดูอีกเลยู

ก็อีกน่่ั่่นแหละ เราไม่คำนึงเถึงเจตนารมย์และเป้าหมายเป็นสำคุัญ มั่วแต่ไปหลงอยู่ท่ี่ภาพลักษณ์  สัญลักษณ์และมายาคติ

และครั้้้งนี้ ถ้าเราปล่อยให้ “เชคสเปียร์ต้องตาย”ไปจากสังคมไทย ใครเล่าจะกล้าพููดความจริง

 

19 เมษายน 2555

กุุุลชาดา ชัยพิพัฒน์

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน

สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Press Alliance)