เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เสรีภาพที่ถูกปิดกั้นจากการใช้กฎหมาย

ปี 2558 ถือเป็นปีที่สื่อมวลชนถูกคุุกคามจากการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความ มั่่่นคงอย่างเด่นชัด ขณะที่่สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเดิม กล่าวคือยังคงมีการควบคุมสื่อฯด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการใช้ความรุนแรง แม้มีระดับที่ต่างกันไป

[Link to English Version: A region gagged by law]

ประเทศที่เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อถดถอยลงอย่างมากได้แก่ ประเทศไทย เมียนมาร์ และ มาเลเซีย

ที่เป็นข่าวครึกโครมที่สุดแห่งปี คือการที่เสรีภาพของสือมวลชนและการแสดงออกของประชาชนในประเทศไทยได้ตกอันดับจาก “มีเสรีภาพบางส่วน” เป็น “ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ” นับตั้งแต่กองทัพได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยได้ออกคำสั่งต่างๆจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อฯในการรายงานข่าวและการแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร ที่กำลังเข้าไปยกเครื่องระบบการเมืองไทยใหม่ก่อนจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2559 ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนต้องตกอยู่ในสภาวะ “เล่นอยู๋ในกติกา” หรือ “รอเวลา”หลังจากที่กองทัพฯได้เชิญผู้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจและรัฐบาลทหารไป “ปรับทัศนะคติ”และควบคุมตัวหลายร้อยคน

ลำดับต่อมาคือ พม่าหรือเมียนมาร์ การคุกคามและจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนถือว่ามีความเข้มข้นมากภายใต้เสรีภาพใหม่ของพม่าในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากการจำคุกผู้สื่อข่าว รัฐบาลพม่ายังใช้กฎหมายความมั่่นคงและกฏหมายหมิ่่นประมาทจัดการกับสือสิ่่งพิมพ์ต่างๆ และกลุ่มผู้สื่อข่าวที่พยายามเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิเสรีภาพ ของพวกเขากฎหมายสื่อมวลชน
ปัจจุบัน7ประเทศในภูมิภาคฯ มีกฎหมายที่กำกับดูแลบทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ไม่ใช่กฎหมายออกใบอนุญาตสื่อฯ แม้ว่ากฎหมายเหล่านี้จะให้การรับรองสิทธิฺบางอย่างในการรายงานข่าวและการหาข้อมูล แต่มีกรอบและหลักการที่ต่างกันไป บ้างก็ออกมาเพื่อควบคุุมจำกัดเสรีภาพมากกว่่ารับรองและปกป้องการทำหน้าที่สื่อฯให้มีอิสระจากการแทรกแซงจากภาครัฐและทุน พม่าได้ประกาศใช้กฎหมายสือมวลชนเมื่อปีที่แล้ว ส่วนติมอร์ตะวันออกได้มีการออกฎหมายสือฯเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ตามลำดับ
กฎหมายสื่อมวลชนของอินโดนีเซียซึ่งออกมาในปี 2542 ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของภูมิภาคฯในการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองการทำหน้าทีสื่อฯ ให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงและคุกคามจากภาครัฐ ส่วนกฎหมายในทำนองเดียวกันของลาวและเวียดนาม ตีกรอบให้สื่อมวลชนทำหน้าทีเป็นกระบอกเสียงของรัฐและถูกควบคุมเบ็ดเสร็จโดยรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ตามรัฐบาลส่วนใหญ่ในภูมิภาคฯมีแนวโน้มท่ี่จะออกกฎหมาย หรือกฎระเบียบใหม่เพื่อมาควบคุุมและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และเสรีภาพสื่อฯ ตัวอย่างเช่นกฎหมายสื่อฯของติมอร์ตะวันออก กลับทำให้สือฯถูกควบคุมมากกว่าเดิม จากที่เคยได้รับการรับรองสิทธิในการทำหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง กฎหมายใหม่ยังทำหน้าที่บังคับใช้จริยธรรมสื่อไปด้วยและกำหนดระเบียบว่าใครทำหน้าที่สื่อได้หรือไม่ได้

กรณีของพม่า กฎหมายสื่อมวลชนออกมาเพื่อใช้แทนกฎหมายการจดทะเบียนการพิมพ์และสิ่งพิมพ์ปี 2505 ทีใช้ควบคุมสือฯพม่ามากว่า 50 ปี และมีการออกกฎหมายคู่ขนานขึ้นมาอีกฉบับคือ กฎหมายประกอบกิจการการพิมพ์และสิ่งพิมพ์เพื่อคงอำนาจรัฐในการออกใบอนุญาตสิ่งพิมพ์ โดยกำหนดเนื้อหาควบคุมไว้เพื่อเพิกถอนใบอนุญาตหากสำนักพิมพ์ไม่ปฎิบัติตาม

ในทางปฎิบัติสถานะภาพของกฎหมายสื่อมวลชนของพม่า ยัง่มีความไม่แน่นอน เพราะยังไม่มีการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์เพื่อมากำกับดูแลสื่อตามกฎหมายฯทดแทนสภาการหนังสื่อพิมพ์ชั่่วคราว จึงเปิดโอกาสให้รัฐใช้กฎหมายหมิ่นประมาท และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความม่ั่่นคงจับผู้สื่อข่าวเข้าคุก นอกจากนี้ยังมีการใช้กฎหมายประกอบกิจการการพิมพ์และสิ่งพิมพ์ ยึดใบอนุญาตสิ่งพิมพ์ ชุมชน 4 ฉบับในรัฐชินของพม่า

ส่วนในกัมพูชาและมาเลเซีย รัฐยังคงใช้การออกใบอนุญาตเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์ในกรณีของกัมพูชา และสื่อสื่งพิมพ์ในกรณีของมาเลเซีย ทัั้งๆที่รัฐบาลมีพันธมิตรและผู้สนับสนุุนอยู่เป็นจำนวนมากการใช้มาตรการอื่นนอกจากกฎหมายสื่อมวลชน
ปัญหาที่พบในปี 2557คือ กฎหมายสื่อมวลชนกลับไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ มากเท่ากับกฎหมายฉบับอื่นๆที่ถูกนำมาใช้คุกคามและควบคุมผู้ทำหน้าทีสื่อและ สื่อต่างๆ
เช่นในกรณีของพม่า รัฐบาลได้นำกฎหมายความมั่นคงที่เกี่ยวกับการชุมนุมในที่สาธารณะ ภาวะฉุกเฉิน ความลับทางราชการ และหมิ่นประมาทมาใช้ควบคุมสื่อต่างๆที่พยายามทดสอบวงจำกัดของ “พื่นที่่ที่เปิดกว้างใหม่สำหรับการรายงานข่าว” เป็นผลให้บรรณาธิการข่าว ของหนังสือพิมพ์สองฉบับคือ ยูนิตี้เจอนัล (Unity Journal) และ ไบ โมนเต เน (Bi Mon Te Nay) ถูกลงโทษอย่างหนัก และมีหนังสือพิมพ์อีกสองฉบับที่ถูก กฎหมายหมื่นประมาทคุกคาม
นอกจากนี้ ผู้ร่วมวิชาชีพสื่อยังถูกกดดันไม่ให้ออกมาประท้วงเพื่่อช่วยเพื่่ือนที่ถูกคุกคาม โดยถูกภาครัฐข่มขู่ด้วยกฎหมายอ้างว่าเป็นการชุมนุมผิดกฎหมาย ในหลายกรณี
กรณีของอินโดนีเซีย กฎหมายสื่อมวลชนยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะพลิกสถานการณ์การคุกคามและกดขี่สือมวลชนในจังหวัดปาปวนตะวันตกซึ่งยังคงตกอยู่ในภายใต้การควบคุมแบบรัฐบาลทหาร แม้แต่ในเมืองหลวง หนังสือพิมพ์ใหญ่อย่าง เดอะ จาการ์ต้า โพสต์ (The Jakarta Post) ยังถูกข้อหาหมิ่นศาสนา กรณีการตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนนักรบของุรัฐอิสลาม (Islamic state)
การใช้ความรุนแรงกับสื่อฯได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อกล่าวคือ ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศที่ผู้สื่อข่าวถูกสังหารมากที่สุดในภูมิภาคฯ นับตั้งแต่วันเสรีภาพสื่อมวลชนปี 2557เป็นต้นมา มีผู้สื่อข่าวถูกสังหาร 5 คน ตามด้วยกัมพูชา 2 คนถูกสังหารในต่างจังหวัดและอีก 8 คนถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการทำข่าวการชุมนุมที่กรุงพนมเปญ เมือปีที่แล้ว และเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้สือข่าวพม่าถูกสังหาร คือ ออง จอ นาย หรือ ปาร์ จี ซึ่งรายงานข่่าวการสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุุธและกองทัพพม่า เขาถูกสังหารเมือเดือนตุลาคม 2557หลังจากถูกทหารควบคุมตัวได้ประมาณ 1เดือนโดยรัฐบาลพม่าอ้างว่าเขาถูกยิงเสียชีวิตเพราะพยายามหนีการคุมขังนอกจากนี้ การละเว้นการใช้กฎหมายลงโทษผู้ใช้ความรุนแรงกับสื่อฯ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สือมวลชนไม่กล้าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หรือ เต็มที่การควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ในประเทศที่สื่อกระแสหลักถูกรัฐควบคุมเบ็ดเเสร็จอย่างลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์มีพัฒนาการหลักที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐได้พยายามใช้มาตรการต่างๆเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของภาคประชาชน ซึ่งได้หันไปใช้พื่ินที่ออนไลน์ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและสร้างวาทกรรมที่ทำไม่ได้ในสือกระแสหลัก

กรณีของเวียดนาม กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อฯทั้่วโลกได้แสดงความเป็นกังวลต่อการปราบปรามและคุกคามบล็อคเกอร์และสื่อเครือข่ายสังคมของรัฐบาลอย่างหนัก ซึ่งมีการใช้รูปแบบการทำร้ายร่างกาย เช่นการจับขังคุกโดยอ้างข้อหาความมั่นคง และการข่มขู่โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และผู้สนับสนุนรัฐบาล

มาเลเซียเป็นประเทศที่สามที่สถานการณ์เสรีภาพถดถอยที่สุด แต่เป็นการถดถอยในแง่การแสดงความคิดเห็นทั่วไป โดยรัฐบาลได้หันมาใช้กฎหมายต่อต้านการกระด้างกระเดื่องต่อรัฐกับนักการเมืองฝ่ายค้าน และนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมตลอดจนสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2557 และใช้อย่างถ่ี่ขึ่นในปีนี้ ทั้งนี้มีผู้ได้ัรับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้กว่า 150 คน

ถึงกระนั้นก็ตาม สื่อมวลชน ประชาชนและภาคประชาสังคมยังคงทำหน้าที่ใน การปกป้องสิทธิ เสรีภาพของพวกเขาอยต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรมด้านสังคม ในพม่า กัมพูชา และมาเลเซียที่ได้ชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการคุกคาม สิทธิเสรีภาพ หรือ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทย ท่ี่ยังคงส่งเสียงคัดค้านรัฐบาลที่ไม่ชอบพวกเขา เพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการให้ข้อมูล ข่าวสารและเป็นเวทีถกเถียงสาธารณะต่อไป

ส่วนบรรดาบล็อคเกอร์ ประชาชน นักเขียน ยังคงนั่่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขียนแสดงความเห็น วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ลาว สิงคโปรและ เวียดนาม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้เพียงแค่พวกเขาอ่านข้อมูลอยู่อย่างเงียบๆและในบางครั้งต้องใช้เครื่องมือพลางตัวเพื่่อเข้าถึงข้อมูลที่่ถูกปิดกั้นในโลกออนไลน์ ก็ยังเป็นความหวังเล็กๆว่า การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ถึงแม้จะช้าแต่มันต้องเปลี่ยนอย่างแน่นอน