[Thailand] สื่อ-นักวิชาการแนะคสช.ยกเลิกคำสั่งคสช. เตรียมคืนเสรีภาพสู่ประชาชน

สิทธิและเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยในปัจจุบันยังคงถูกจำกัดอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไข

นับตั้งแต่มีเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการออกคำสั่งคสช.และกฎหมายต่างๆมาไม่ต่ำกว่า 800 ฉบับ ซึ่งหลายฉบับเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากไม่มีการเร่งแก้ไขหรือยกเลิกโดยเร็ว ประเทศไทยต้องรับมรดกเช่นนี้ไปอีกนานหลายปีภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า

 

 

เมือวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ซึ่งตรงกับวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดเวทีเสวนา “ปลดล็อกคำสั่ง 4.0 เดินหน้าเสรีภาพประชาชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความและหัวหน้าฝ่ายข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  โดยมี มานพ ทิพย์โอสถ ที่ปรึกษาฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ว่า คำสั่งคสช.ฉบับที่ 12/2557 17/2557 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550  มาตรา15 เป็นกฎหมายที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องคอย ตรวจสอบเนื้อหาว่ามีโอกาสผิดพ.ร.บ.คอมฯ หรือคำสั่งคสช.หรือไม่ ซึ่งกฎหมายในลักษณะนี้ทำให้สื่อมวลชนไม่อยากรับความเสี่ยง

ส่วนร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ร่างแรกที่ออกมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลได้ใน ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ หรือ ‘ภัยคุกคาม’ แต่ไม่ได้ให้นิยามของคำดังกล่าวไว้ชัดเจน แม้ว่าต่อมาจะมีการแก้กฎหมายโดยให้มีหน่วยงานอื่นเข้ามาพิจารณาด้วย

ฐิติรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์อาจขัดต่อเจตนารมณ์ ของกฎหมายที่ควรจะควบคุมความมั่นคงระบบโครงสร้าง ไม่ใช่ความมั่นคงเชิงเนื้อหา และไม่มีกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใดในโลกที่ออกมาเพื่อคุ้มครอง ความมั่นคงทางทหาร

ในทางกลับกันภาครัฐต้องเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่นการบังคับให้ลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งเลขบัตร ประจำตัวประชาชน ชื่อ นามสกุล ลดความซ้ำซ้อนของการลงทะเบียน หลายขั้นตอน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ประชาชนมีโอกาสในการ แสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น

ก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ร.บ.คอมฯ ต้องถูกวางโครงสร้างให้ดีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ช่องทางออนไลน์เป็นบทบาทสำคัญ เพราะนอกจากทำให้คนติดตาม ข่าวสารได้รวดเร็ว แล้ว ยังสะท้อนถึงความต้องการ ของประชาชน ในมิติต่างๆ ตั้งแต่ความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนการ เคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง อีกทั้งในอนาคตออนไลน์ ก็จะมีผล ต่อการเลือกตั้ง ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลกลับมีความพยายาม ในการตรวจสอบการ ใช้โซเชียลมีเดียของประชาชน

จากสถิติของ iLaw พบว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควบคุมสื่อโดยการลงโทษ 52 ครั้ง สื่อที่ถูกลงโทษมากที่สุดคือ วอยซ์ทีวี รองลงมาคือ พีซทีวี โดยทั้งหมดมี 34 ครั้ง ที่ลงโทษเกี่ยวกับ การฝ่าฝืนประกาศของ คสช. ซึ่งมีฉบับหลักๆ คือ 97/2557 (การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคสช.และการเผยแพร่ข้อมูล

ข่าวสารต่อสาธารณะ) 103/2557 (ฉบับแก้ไขจากฉบับที่ 97/2557) และคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 41/2559 (การให้อำนาจการตัดสินใจแก่กสทช.กรณีที่พบว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่งที่ 97/2557 และ 103/2557)

คดีที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เห็นได้ชัดเจนคือ กรณีนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้ถูกคุมตัวไปในค่ายทหาร อย่างน้อย 2 ครั้ง และเป็นผู้ต้องหาในมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ซึ่ง 1 ใน 5 ข้อความพูดถึงการทำหน้าที่ ของสื่อมวลชนในการตรวจสอบทุจริตการรับจำนำข้าว ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่สื่อมวลชนที่เป็นกลุ่มที่โดน จำกัด เสรีภาพโดยตรง หากประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความและหัวหน้าฝ่ายข้อมูล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างคำสั่งคสช.ที่กระทบถึงประชาชนคือ คำสั่งฉบับที่ 3/2558 ทำให้ทหารมีอำนาจในการเรียกตัว-ควบคุมบุคคล ที่กระทำ ความผิด ด้านความมั่นคง ความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งคสช. หรือความผิดเกี่ยวกับอาวุธที่ไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ คำสั่งที่ 3/2558 ยังจำกัดสิทธิในการชุมนุ  ทางการเมือง โดยในคำสั่งระบุว่าการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปมีความผิด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคสช.หรือผู้ได้รับมอบหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิ่งที่น่ากังวลคือพลเรือนจำนวนมากต้องขึ้นศาลทหาร แม้ปัจจุบันจะมีคำสั่งที่ 55/2559 ยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารแล้ว แต่ก็สะท้อนให้เห็นปัญหาต่างๆ คือคดีถูกพิจารณาชั้นเดียว ไม่สามารถ อุทธรณ์หรือฎีกาศาลทหาร ขาดความเป็นอิสระ และเป็นกลางในการ พิจารณาคดี และ ศาลทหาร ไม่ได้บังคับว่าผู้พิจารณาคดีต้องเรียนจบ ด้านกฎหมายด้วย

กฎหมายและคำสั่งโดยคสช.ทั้งหมดไม่ได้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง     ผู้เข้าร่วมเสวนายังได้แสดงความเป็นกังวลต่อ “มรดก” ที่รัฐบาลทหารและคสช.ได้มอบไว้ และมีความ เห็นพ้องว่า กฎหมายและคำสั่งที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และสือมวลชนต้องแก้ไขหรือยกเลิกให้มากที่สุดก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ต้นปีหน้า เพราะการ ว่ายกเลิกกฎหมายภายใต้สถานการณ์ปกติมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ยุ่งยากกว่า การออกกฎหมายภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ

เช่นที่ผ่านมาพูนสุขกล่าวว่า สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการทำให้ข้อมูล เกี่ยวกับการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และข้อกฎหมายที่กระทบสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชและเสรีภาพสื่อเผยแพร่ไปสู่ประชาชนในวงกว้างให้ประชาชนรับทราบและตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ไขและ ยกเลิกเพื่อไปกดดันให้รัฐบาลทหาร-คสช.เร่งดำเนินการดังกล่าว

ฐิติรัตน์กล่าวว่าสื่อมวลชนต้องออกมาแสดงความเห็นและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะสถานการณ์์ที่เกิดขึ้นในรอบ4ปีที่่ผ่านมา อาจไปถึงขั้นไม่มีเสรีภาพเหลืออยู่เลยได้

x Shield Logo
This Site Is Protected By
The Shield →