สือมวลชนกับการเมืองตรงทางแยกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[Thai translation of SEAPA’s regional overview of the press freedom situation in Southeast Asia].

ซีป้าสรุปสถานการณ์สื่อมวลชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2557
วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม 2557

การเลือกตั้งและการเมืองในภูมิภาคฯในช่วงสองปีที่ฝ่านมา ส่งผลต่อภาพรวมของสื่อมวลชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ไทย และกัมพูชา และต้องจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดี
อินโดนีเซียในปลายปีน้ี และการเลือกตั้งพม่าในปีหน้า รวมทั้งประเทศติมอร์ตะวันออก ที่นายกรัฐมนตรี
ซานานา กุซเมาได้ประกาศจะวางมือทางการมเืองในเดือนกันยายนปีนี้

นับเป็นช่วงเวลาทีน่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายของสื่อในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
ว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร ในขณะที่ประชาชนใช้สิทธิของตนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง

ผู้สื่อข่าวหลายคนได้สะท้อนความเห็นกับสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ซีป้า
ในการจัดสัมนา ที่กรุงจาการ์ต้า เรื่องการเลือกตั้งกับสื่อมวลชน เมื่อเดือนกุุมภาพันธ์ไว้ว่า
ความท้าทายของสื่อเพิ่มสูงขึ้นตามแรงกดดันทางการเมืองที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็น
อิสระในการทำหน้าที่ ความเสี่ยงต่อคความปลอดภัย เรื่องจริยธรรมในวิชาชีพ นอกจากนี้
ทักษะทางวารศาสตร์ก็ถูกท้าทายไปด้วย ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมผู้สื่อข่าว
เพื่อทำข่าวเลือกต้ั้งเพิ่มมากขึ้น

การทำงานของสื่อในช่วงการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความเป็นเจ้าของสื่อ
ในกัมพูชาและอินโดนี้เซีย และรายได้จากการโฆษณาพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า
ข้อมูลที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างมากมาย เป็นข้อมูลที่จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
หรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองมากกว่าเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติผลงาน
และพฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมือง

ในบางกรณี การเลือกตั้งนำไปสู่ความตึงเครียดทำให้ผู้สื่อข่าวได้รับผลกระทบ เช่น ถูกคุุกคาม
และทำร้ายร่างกาย ในกัมพูชาชัยชนะทียังมีข้อกังขาของพรรคประชาชนกัมพูชาของรัฐบาล และ ถูกฝ่ายค้านคว่ำบาตรโดยไม่ยอมรับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้มีผู้สื่อข่าวได้รับบาดเจ็บหลายคน
จากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมกับฝ่ายตำรวจที่เข้ามาสลายการชุมนุม

ในประเทศไทยวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่ประสบความสำเร็จ เมือเดือน
กุุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์หลายแห่งที่ถูกมองว่าอิงขั้วการเมืองได้ถูกท้าทายจากผู้ชุมนุม
มีผู้สือข่าวโทรทัศน์และหนังสื่อพิมพ์หลายฉบับ ถูกข่มขู่คุกคามและทำร้ายร่างกาย

ที่ฟิลิปปินส์ มีผู้สื่อข่าวถูกสังหาร 14 คน ในปี 2556 ในจำนวนนี้ มี 10 คนที่มีสาเหตุเกี่ยวโยง
กับการทำหน้าที่ นับเป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูงเป็นลำดับที่  2 รองจากปี 2552 ดูููเผินๆเหมือน
ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่รายงานของศูนย์สิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสือมวลชนของ
ฟิลิปปินส์ระบุว่า มีกรณีผู้สื่อข่าว 25 จาก 68 คนที่ถูกทำร้ายร่างกายและคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ
การเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นและสภาคองเกรส

นอกจากนี้ในช่วงการเลือกตั้งมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การคุกคามสื่ออาจเพ่ิมขึ้นหรือน้อยลง เช่น การออก
กฎหมายโดยภาครัฐมากำกับหรือคุ้มครองการทำหน้าทีของสื่อหรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

กฎหมายสื่อมวลชน

พม่าได้เริ่มหันหลังให้กับการใช้กฎหมายปี 2505 ที่มีบทลงโทษรุนแรงในการกำกับดูแลสื่อมวลชน
เริ่่มจากการยกเลิกการเซ็นเซอร์จากภาครัฐก่อนพิมพ์ โดยได้ตรากฎหมายหลายฉบับขึ้นมา เพื่อกำกับ
ดูแลสื่อต่างๆและตรากฎหมายสื่อมวลชนมาใช้กำกับดูแลสื่อแทนกฎหมายเดิม

การที่สื่อมีเสรีภาพมากขึ้นเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดตัวหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยในพม่า
ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2558 แม้ว่าเสรีภาพทีพอจะมีอยู่จะเกิดจากการที่ภาครัฐไม่ใช้กฎหมาย
ทีกดขี่ข่มเหง การตรากฎหมายสื่อมวลชนก็มิใช่ การยกเลิกกฎหมายสือปี2505โดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพียง
การยกเลิกบางมาตราของกฎหมายฉบับเดิมที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสื่อฉบับใหม่ ที่สำคัญกว่านั้นคือ
รัฐบาลยังคงอำนาจในออกใบอนุญาตสื่อสิ่งพิมพ์ไว้อย่างเข้มข้น

ขณะเดียวกัน ประเทศติมอร์ตะวันออกกำลังจะออกกฎหมายสื่อมวลชน ซึ่งใช้เวลายกร่าง 6 ปีในการ
ตีความตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออก

สำหรับรัฐบาลประเทศอื่นในภูมิภาคได้เริ่มขยับตัวออกกฏหมายควบคุมสื่อออนไลน์และเสรีภาพในการ
แสดงออกผ่านทางออนไลน์นับตั้งแต่สิงคโปร์ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากที่ออกกฎหมายใบอนุุุญาต
กับสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ตามความนิยม ซึึงอยู่นอกระบบการกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุุบัน

ในกรณีของฟิลิปปินส์ หลังจากที่แช่แข็งกฎหมายป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มาปีกว่าๆ
ศาลสูงสุดได้ตัดสินให้การตรากฎหมายฉบับนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และยังได้ตัดสินให้ตัดมาตราต่างๆ
ออกไป เช่นการอนุญาตให้รัฐบาลปิดกั้นเว็บไซต์ และการเก็บเมทาดาต้า

อย่างไรก็ตาม การตัดสินของศาลทีให้การหมิ่นประมาททางออนไลน์เป็นความผิดทางอาญานั้นชอบ
ด้วยรัฐบธรรมนูญได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพ
และสื่อมวลชนสื่อในฟิลิปปินส์์

พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาและลาวด้วยเช่นกัน ทั้งสองประเทศ
อยู่ระหว่างการตรากฎหมายอกกมาควบคุมการใช้เสรีภาพออนไลน์

ทิศทางข้างหน้า

โดยภาพรวม สถานการณ์สื่อมวลชนในภูมิภาคฯยังคงอยู่ที่เดิม ประเทศที่ค่อนข้างมีเสรีภาพยังคง
ประสบกับปัญหาการละเว้นโทษผู้ใช้ความรุนแรงและใช้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อควบคุมสื่อ
ผ่านการคุกคามในรูปแบบต่างๆและการใช้กฎหมายหมิ่่นประมาท

ส่วนประเทศที่สื่อถูกควบคุม ยังคงไม่มีเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพการเมืองไม่เปลี่ยน
แม้ว่าการเซ็นเซอร์สืออย่างเปิดเผยจะมีอยู่่บ้าง แต่เนื่องจากการควบคุมได้ถูกแทรกซึมเข้าไป
ในองค์กรสื่อผ่านการเซ็นเซอร์ตัวเองและผ่านผู้สื่อข่าวแต่ละบุคคลที่ไม่่ต้องการจะตกงาน

ในแง่หนึ่ง สถานการณ์พม่าในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นทางเลือกที่่สือในพม่ากำลังเผชิญอยู่ คือ
จากการถูกควบคุมอย่างแน่นหนาโดยกฎหมายที่กดขี่ ไปสู่การมีเสรีภาพในระดับหนึ่ง โดยที่สื่อ
สามารถรายงานประเด็นข่าวทีเคยถูกห้ามมาก่อนหน้านี้ได้

ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การเซ็นเซอร์ได้ถูกแทนที่ด้วยการทำร้ายร่างกาย การคุกคามรูปแบบต่างๆ
และการฟ้องหมิ่นประมาท ในปัจจุบันผู้สื่อข่าวพม่า ยังคงถูกจับเข้าคุกในข้อหาหมิ่นประมาท
ความม่ั่นคง และการรุกล้ำสถานที่ราชการและขัดขืนขวางการทำหน้าที่ของเจ้าาหน้าที่รัฐ

เช่นดียวกับประเทศพม่า ความหวังทีดีที่สุดที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือการทีสื่อมวลชนและ
ภาคประชาสังคมต้องยืนหยัดในเสรีภาพ และแก้ป้ัญหาการใช้เสรีภาพที่เกินเลยผ่านการกำกับดูแลกันเอง

กลุ่มผู้สื่อข่าวพม่าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใช้พื่นทีต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตัวเองอย่างได้ผลในหลายครั้ง
โดยทดลองใช้พลังที่เกิดขึ้นใหม่รวมตัวเป็นกลุ่มเดินขบวนประท้วงต่อต้านการกลับมาควบคุมของภาครัฐ

ในประเทศเวียดนามก็เช่นกัน บล็อกเกอร์กำลังรวมตัวกันได้อย่างเป้นกลุ่มก้อนมากขึ้น
และพยายามใช้การทูตประชาชนเพื่อทำให้ความห่วงกังวลของนานาชาติกลายเป็นแรงสนับสนุนที่เป็นรูป
ธรรมในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกเช่นกลุ่มสตรีเวียดนามเพื่อสิทธิมนุษยชนและกลุ่มแถลง
การณ์ 258 ซึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมาตราของกฎหมายอาญาทีใช้จับกุมบล็อคเกอร์

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะยกระดับการรณรงค์จากระดับประเทศขึ้นเป็นระดับภูมิภาคยังคงริบหรี่
เนื่องจากขาดช่องทางอย่างเป็นทางการในการเข้าไปมีปฎิสัมพันธ์กับรัฐบาล แม้แต่ข้อมูลพื้นฐาน
ว่าองค์กรใดดูแลเรื่องใดก็ยังเข้าไ่ม่ถึง หากอาเซียนไม่เปลี่ยนท่าทีในเรืืองความโปร่งใสและเปิดโอกาส
ให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม อาเซียนก็จะยังคงเข้าไม่ถึงประชาชนและไม่ตอบสนองต่อความ
ต้องการของพวกเขา

โอกาสที่อาเซียนจะเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาเสรีภาพในการแสดงออกได้ถูกแช่แข็งโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้เพราะอาเซียนให้ความสำคัญกับกฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกมากกว่า และตัดข้อความ
“ข้ามพรมแดน” ในมาตราที่ให้หลักประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออก
ของปฎิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนออกไป
——————-

ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปที่ www.seapa.org หรือติดต่อ กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพของซีป้า ที่ 02 2435579 หรือ 081 3734202