จับตาเลือกตั้งอินโดนีเซีย

Thairath Titakarnอาเรีย อินทราวาตี (กลาง) ชาวอินโดนีเซียผู้พิการทางตา และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เครือข่าย “เอ็มเอ็นเอฟ” (Mitra Netra Foundation) ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงที่คูหาเลือกตั้งในชุมชนเลอบัก บูลุส ทางใต้ของกรุงจาการ์ตา เมื่อ 9 เม.ย.

ในขณะที่กระบวนการเลือกตั้งในประเทศไทยถูกลดทอนความสำคัญด้วยกระแสต่อต้านจาก “มวลมหาประชาชน” แต่ที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง “อินโดนีเซีย” กลับมีความเคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะชาวอินโดนีเซียกำลังมองหาตัวแทนทางการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่จะมาเป็นรัฐบาลแทน “พรรคดีพี” ของประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ซึ่งกำลังจะพ้นจากวาระ หลังดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 สมัย

ตัวเต็งผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปที่ถูกจับตามองมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “โจโก วิโดโด” หรือ “โจโกวี” ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ตัวแทนพรรคพีดีไอพี พรรคของ “เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี” ลูกสาวของอดีตผู้นำซูร์กาโน และอดีตผู้นำหญิงของอินโดฯ เป็นสีสันฉูดฉาดให้จับตามองกันต่อไปว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนมากน้อยเพียงไรในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 ก.ค.ที่จะถึง เพราะจากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจากการเลือกตั้ง ส.ส., สมาชิกสภาประชาชน (ดีพีอาร์) และสมาชิกสภาท้องถิ่น (ดีพีดี) เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า พรรคพีดีไอ-พี เป็นพรรคที่มีผู้สมัครได้รับเลือกมากสุด คิดเป็น 19 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด

ทั้งนี้ ไทยรัฐได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 9 เม.ย. โดยได้รับความสนับสนุนจาก “สมาคมผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (SEAPA) พบว่าชาวอินโดนีเซียมีมุมมองต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้แตกต่างกันออกไปตามวัยและปูมหลังของแต่ละคน

หากอ้างอิงผลสำรวจความคิดเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและกลุ่มเยาวชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปีนี้ จัดทำโดยเครือข่ายสื่อรุ่นใหม่ในอินโดนีเซีย “AyoVote” พบว่าเยาวชนส่วนใหญ่มองว่าการเลือกตั้งไม่เกี่ยวข้องอันใดกับชีวิตประจำวันของตัวเอง ทั้งยังไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมที่เป็นอยู่ได้ ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ในอินโดฯ ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนทางการเมืองใดๆ มากที่สุด (รวมถึงการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) มาจากเหตุผลว่าการเมืองเป็นเรื่อง “สกปรก” เพราะเห็นตัวอย่างจากคดีทุจริตของบรรดานักการเมือง ซึ่งรวมถึงการทุจริตการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซีย

แต่เมื่อสอบถามความคิดเห็นของ “อาเรีย อินทราวาตี” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เครือข่ายช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา “เอ็มเอ็นเอฟ” (Mitra Netra Foundation) ซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งเพื่อออกแบบและจัดเตรียมกระบวนการเลือกตั้งที่คำนึงถึงผู้พิการกลุ่มต่างๆ มากขึ้น ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐว่า การเลือกตั้งยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำงานบริหารประเทศต่อไป เพราะการผลักดันให้เกิดการบังคับใช้นโยบายทางสังคมที่มีผลต่อประชาชนโดยตรง จำเป็นต้องอาศัยกลไกของรัฐอย่างไม่มีทางเลี่ยง

กวาน ลี ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน ร่วมชุมนุมในกรุงจาการ์ตา เมื่อ 10 เม.ย. เรียกร้องความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและสูญหายในสมัยอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต โดยระบุว่ารัฐบาลใหม่ต้องจริงจังในการสอบสวนคดีเพิ่มขึ้น.

นอกจากนี้ สมาพันธ์ผู้สื่อข่าวอิสระแห่งอินโดนีเซีย (AJI) และองค์กรส่งเสริมด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร “ไอแล็บ” (iLab) รวมถึงเครือข่ายความร่วมมืออื่นๆ ได้ช่วยกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น Matamassa ใช้กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยการส่งข้อมูลทั้งภาพถ่ายหรือข้อความสั้นที่เป็นหลักฐานการละเมิด ก.ม.เลือกตั้งมาให้ AJI เป็นผู้รวบรวม
และตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งของอินโดนีเซียต่อไป ซึ่งเครื่องมือนี้ (ตั้งเป้าว่าจะ) ช่วยปกป้องพลเมืองธรรมดาให้ปลอดภัยจากการถูกคุกคามหลังยื่นเรื่องร้องเรียนสมาชิกพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่สื่อที่นอกเหนือจากบทบาทการรายงานข่าว มาเป็นผู้เฝ้าระวังและสนับสนุนกระบวนการการมีส่วนร่วมทางเมืองในเชิงรุกมากขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายเลือกตั้งของอินโดนีเซียได้รับการแก้ไขตั้งแต่ปี 2541 ทำให้มีการจำกัดสิทธิของทหารและตำรวจ ซึ่งเป็นกลุ่มคนในเครื่องแบบที่เคยมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและปราบปรามผู้เห็นต่างในสมัยอดีตรัฐบาลเผด็จการซูฮาร์โต ทำให้ทหารและตำรวจอินโดนีเซียถูกห้ามไม่ให้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะคนจำนวนมากเกรงว่ากองทัพจะใช้อำนาจแทรกแซงทางการเมืองซ้ำรอยเดิม

ขณะที่หลายพรรคการเมืองต่างก็ชูนโยบายปราบปรามการทุจริตกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อหวังสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่พรรคไหนจะทำได้ตามที่ให้คำมั่นสัญญาก็ขึ้นอยู่กับบทบาทขององค์กรอิสระซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรทางการเมืองในอินโดนีเซียด้วยว่าจะทำงานกันอย่างจริงจังเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมา “คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติอินโดนีเซีย” (KPK) ถือว่าเป็นความหวังใหม่ที่มีอำนาจจัดการผู้กระทำความผิดในคดีทุจริตเพิ่มมากขึ้น พิสูจน์ได้จากกรณีอดีตรัฐมนตรีและที่ปรึกษาผู้นำรัฐบาลรวมถึงนายตำรวจระดับสูงถูกจับเข้าคุกไปแล้วหลายราย

ส่วนสถิติชาวอินโดนีเซียที่ออกมาใช้สิทธิ เลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 เม.ย. คิดเป็น 73.6 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 185.6 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงขึ้นจากสถิติผู้ใช้สิทธิราว 70 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2552 ขณะที่ผลสรุปสถิติเรื่องร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งยังไม่อาจระบุได้.

ตติกานต์ เดชชพงศ

[This Article Originally appeared on Thai Rath ]